ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2533

ฎีกาที่ 3350/2533

หลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเคยเป็นลูกจ้างและกรรมการบริษัทโจทก์โดยมีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้อำนวยการ จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้เป็นลูกจ้างของโจทก์ ในชั้นพิจารณาจำเลยก็เบิกความว่าจำเลยเคยเป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์ ข้อเท็จจริงตามคำฟ้อง คำให้การและตามทางนำสืบของจำเลยจึงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ ดังนั้น เมื่อจำเลยปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานคดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงาน โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยให้กู้ยืมเงินแก่ลูกค้าโจทก์โดยผิดขั้นตอนหลักเกณฑ์และระเบียบวิธีปฏิบัติ และจงใจไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์พ.ศ. 2522 ด้วยการปล่อยสินเชื่อให้แก่ลูกค้า 9 ราย รวมเป็นเงิน16,300,000 บาท โดยมีที่ดินเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนจำนองเป็นประกัน 9 แปลง ตีราคาตามราคาประเมินได้ราคาไม่คุ้มหนี้ ลูกค้าทั้ง 9 ราย จึงไม่ยอมชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนตามสัญญา โจทก์ได้รับชำระหนี้จากลูกค้าทั้ง 9 รายเพียง 31,041.09 บาท ขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายในต้นเงินและดอกเบี้ยที่ลูกค้าค้างชำระคำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำของจำเลยที่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์รวมตลอดถึงค่าเสียหายที่โจทก์ได้รับโดยชัดแจ้งแล้วหาใช่เป็นกรณีที่ความเสียหายยังไม่เกิดและไม่มีเหตุที่จะวินิจฉัยให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายไม่ จำเลยอนุมัติให้ลูกค้ากู้เงินโดยผิดระเบียบ โดยมีที่ดินจำนองไว้เป็นประกันตีราคาตามราคาประเมิน แต่ที่ดินอาจจะมีราคาสูงขึ้นเมื่อมีการบังคับจำนอง ราคาประเมินที่โจทก์กล่าวอ้างจึงไม่ใช่ราคาที่แท้จริงในการประเมินค่าเสียหายที่จำเลยต้องชดใช้แก่โจทก์ แม้จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้เกี่ยวกับราคาประเมิน แต่จำเลยก็ได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์ยังไม่ได้บังคับชำระหนี้จากตัวลูกหนี้และหลักประกัน จึงไม่อาจทราบความเสียหายที่แท้จริงได้ ดังนั้นถ้ามีการบังคับจำนองที่ดินที่เป็นหลักประกันได้ราคาที่ดินมามากกว่าราคาประเมินตามฟ้องโจทก์ ราคาที่ดินส่วนที่มากกว่านี้ย่อมเป็นคุณแก่จำเลย ต้องนำมาหักออกจากค่าเสียหายที่จำเลยจะต้องชำระให้โจทก์ด้วย โจทก์ฟ้องให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานอันเป็นค่าเสียหายที่เป็นหนี้เงินตามจำนวนที่จำเลยให้ลูกค้ากู้ยืมโดยฝ่าฝืนระเบียบของโจทก์ โจทก์ย่อมมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามกฎหมายตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคแรก คืออัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี มิใช่ดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากลูกค้าของโจทก์ตามสัญญากู้ในทางการค้าของโจทก์.

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นลูกจ้างของโจทก์ ในระหว่างวันที่1 สิงหาคม 2522 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2527 จำเลยเป็นลูกจ้างและเป็นกรรมการบริษัทโจทก์ โดยมีตำแหน่งเป็นกรรมการผู้อำนายการขณะนั้นจำเลยลงลายมือชื่อร่วมกับนายอภิวัฒน์ อรรครัตนกุลกรรมการผู้จัดการและประทับตราสำคัญของบริษัทโจทก์ มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ จำเลยมีหน้าที่พิจารณาให้สินเชื่อหรือให้กู้ยืมเงินตามกิจการที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง โดยจำเลยต้องปฏิบัติตามขั้นตอน หลักเกณฑ์ ระเบียบปฏิบัติที่โจทก์กำหนดไว้และตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 54 จำเลยมีหน้าที่พิจารณาตัดสินใจแทนโจทก์ หากปรากฏว่าหลักทรัพย์ของลูกค้าที่เสนอเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงิน มีราคาต่ำกว่าหรือไม่คุ้มกับจำนวนเงินที่ลูกค้าขอกู้แล้ว จำเลยจะต้องปฏิเสธไม่ให้ลูกค้ากู้ยืมทุกรายไป จำเลยจะพิจารณาผ่อนผันเป็นอย่างอื่นไม่ได้ระหว่างวันที่ 9 พฤศจิกายน 2526 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2527 จำเลยให้กู้ยืมเงินแก่ลูกค้าโจทก์โดยผิดขั้นตอน หลักเกณฑ์และระเบียบวิธีปฏิบัติตามที่โจทก์ปฏิบัติ และจำเลยจงใจไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 มาตรา 54 เท่าที่โจทก์ตรวจพบในขณะฟ้องคดีนี้รวม 9 ราย คิดเป็นเงินรวม 16,300,000 บาท ในการให้กู้ยืมเงินแก่ลูกค้าทั้ง 9 รายดังกล่าว แทนที่จำเลยจะให้ลูกค้าเสนอเรื่องขอกู้ยืมเงินต่อนายวิบูลย์ชัย หงษ์ศรีจินดา เพื่อผ่านขั้นตอนและวิธีการตรวจสอบ จำเลยกลับมีคำสั่งให้นายวิบูลย์ชัย หงษ์ศรีจินดาเสนอเรื่องขออนุมัติให้ลูกค้าทั้ง 9 รายกู้ยืมเงิน โดยไม่ตรวจสอบฐานะของลูกค้า วัตถุประสงค์ที่ขอกู้ไม่ตรวจสอบหลักทรัพย์และประเมินราคาหลักทรัพย์ จำเลยได้อนุมัติให้ลูกค้าทั้ง 9 รายกู้เงินไปจากโจทก์ทันที อันเป็นการละเว้นการที่ควรต้องกระทำตามหน้าที่วิชาชีพของจำเลย และเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ จำเลยยอมรับหลักทรัพย์ของลูกค้าทั้ง 9 ราย จำนองเป็นประกันไว้แก่โจทก์ทั้งที่จำเลยทราบเป็นอย่างดีว่าหลักทรัพย์ที่รับจำนองไว้นั้นมีราคาไม่คุ้มกับหนี้แต่ละรายที่ให้กู้ยืมไป โจทก์เพิ่งทราบการกระทำของจำเลยดังกล่าวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2531 ภายหลังจากที่จำเลยออกจากกรรมการและลูกจ้างของโจทก์แล้ว พฤติการณ์ของจำเลยถือได้ว่ามีเจตนาฝ่าฝืนขั้นตอน หลักเกณฑ์ระเบียบปฏิบัติในการให้กู้ยืมเงิน และจำเลยจงใจฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522มาตรา 54 อันเป็นการละเว้นการที่ควรต้องกระทำตามหน้าที่ในวิชาชีพของจำเลย เป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจและนอกเหนืออำนาจตามที่โจทก์มอบหมาย และได้กระทำในขณะที่เป็นลูกจ้างโจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายคือ โจทก์ต้องให้ลูกค้าทั้ง 9 รายกู้ยืมเงินไปรวมทั้งสิ้น 16,300,000 บาท โดยที่หลักทรัพย์จดทะเบียนจำนองเป็นประกันไม่คุ้มหนี้ ลูกค้าทั้ง 9 รายจึงไม่ยอมชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนตามสัญญา โจทก์ได้รับชำระหนี้จากลูกค้าทั้ง 9 รายเพียง 31,041.09 บาท จำเลยจึงต้องรับผิดใช้คืนเงินต้นจำนวน16,268,958.91 บาท ที่ค้างชำระอยู่ให้โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยของสัญญากู้แต่ละฉบับ คิดตั้งแต่วันที่ลูกค้าแต่ละรายผิดนัดชำระจนถึงวันฟ้อง ขอให้จำเลยใช้เงินจำนวน 31,180,233.72 บาทแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละสิบแปดต่อปีของต้นเงิน3,980,000 บาท และสิบเก้าครึ่งต่อปีของต้นเงิน 12,288,958.91 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะฟ้องโจทก์เป็นการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการของตน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 และ 812 โดยเฉพาะ กรณีเช่นนี้จะต้องมีความเสียหายเกิดขึ้นจริงตามกฎหมายแก่โจทก์แล้วค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์เรียกร้องทั้งหมด ไม่ได้เป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงตามกฎหมาย เป็นเพียงการคาดคะเนของโจทก์ตามอำเภอใจเพราะโจทก์ยังมิได้ใช้สิทธิตามสัญญาตลอดจนฟ้องร้องบังคับคดีจนสามารถจะทราบความเสียหายตามกฎหมายได้ โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายตามฟ้อง และต่อสู้คดีอีกหลายประการ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์มีสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยเป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการได้ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างแรงงานจนเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นคดีอันเกิดแต่มูลละเมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานตามมาตรา 8(5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยฐานละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงานมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164ฟ้องของโจทก์ไม่ขาดอา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3350/2533 · ทนอย Thanoy