ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 3356/2552

หลักกฎหมาย

บริษัทมหาชนจำกัดเป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 มาตรา 41 จึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ทั้งการฟ้องคดีต่อศาลมิใช่การทำนิติกรรม แม้บริษัทมหาชนจำกัดถูกระงับกิจการไม่สามารถดำเนินกิจการของตนได้ ก็ไม่ทำให้ไม่มีอำนาจฟ้อง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จดทะเบียนนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2537 จำเลยเป็นลูกค้าซื้อขายหลักทรัพย์ และทำสัญญาแต่งตั้งตัวแทนและนายหน้าพร้อมทั้งทำหนังสือมอบอำนาจให้โจทก์ดำเนินการซื้อหรือขายหลักทรัพย์แทนจำเลย จำเลยเปิดบัญชีทดรองจ่ายเงินเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์กับโจทก์ โดยมีข้อตกลงให้โจทก์เป็นตัวแทนในการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างๆ ทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากนี้จำเลยตกลงชำระดอกเบี้ยสำหรับหนี้ที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ในอัตราสูงสุดเท่าที่โจทก์มีสิทธิเรียกได้ ขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 21 ต่อปี ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2539 ถึงวันที่ 27 สิงหาคม 2539 จำเลยสั่งให้โจทก์ซื้อหุ้นของบริษัทคาสเซ่อร์ฟิค โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ในตลาดหลักทรัพย์หลายครั้งรวมทั้งสิ้น 205,400 หุ้น เป็นเงินค่าซื้อหลักทรัพย์และค่าบำเหน็จนายหน้าทั้งสิ้น 24,245,926.50 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 จำเลยทำบันทึกต่อโจทก์ยอมรับว่า คงค้างชำระหนี้ค่าซื้อหลักทรัพย์ต่อโจทก์เป็นจำนวนเงินดังกล่าวข้างต้นและยินยอมให้โจทก์นำเงินจำนวน 9,813,828.70 บาท ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยวางไว้เป็นประกันหนี้มาหักชำระค่าซื้อหลักทรัพย์ได้ โจทก์จึงนำต้นเงินและดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินมาหักชำระหนี้ที่จำเลยค้างชำระ ต่อมาหลักทรัพย์ที่จำเลยวางเป็นประกันในบัญชีของจำเลยมีมูลค่าลดลง จนทำให้อัตราส่วนระหว่างมูลค่าของหลักทรัพย์ที่วางเป็นประกันรวมกับทรัพย์สินที่วางเป็นประกันหักด้วยหนี้ต่อมูลค่าของหลักทรัพย์ที่วางเป็นประกันมีอัตราต่ำกว่าที่กำหนดไว้ในคำขอเปิดบัญชีทดรองจ่ายเพื่อซื้อขายหลักทรัพย์ และตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด โจทก์ได้แจ้งให้จำเลยนำทรัพย์สินมาวางเพิ่มแต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงนำหุ้นของบริษัทที่จำเลยซื้อไว้ออกขายทั้งหมด แต่ขายหุ้นได้ต่ำกว่าราคาที่ซื้อ ทำให้จำเลยมีหนี้ขาดทุนทั้งสิ้น 13,324,328.77 บาท ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ที่ขาดทุนจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยค้างชำระนับแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2540 ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2540 เป็นเงิน 1,306,595.73 บาท และจำเลยต้องรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินที่จำเลยมีหนี้ขาดทุนนับแต่วันที่โจทก์หักทอนบัญชีในแต่ละครั้งที่ขายหุ้นคำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,506,613.08 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 16,137,537.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 13,324,328.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว า โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ อีกทั้งโจทก์ไม่ได้เป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงไม่มีสิทธิกระทำการเป็นตัวแทนและนายหน้าในการซื้อขายหลักทรัพย์ในและนอกตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โจทก์ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลเพราะกระทรวงการคลังมีคำสั่งให้ปิดกิจการโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ไม่ได้นำหุ้นของจำเลยจำนวน 205,400 หุ้น ออกขายทอดตลาดในราคาหุ้นละ 117 บาท ซึ่งหากโจทก์นำออกขายในราคาดังกล่าวแล้วจะได้เงินจำนวน 24,031,800 บาท และนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักชำระหนี้ของจำเลยได้ทั้งหมด แต่โจทก์กลับเพิกเฉยไม่ดำเนินการขายหุ้นในฐานะตัวแทนที่พึงกระทำ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าหุ้นให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยจากจำเลยในอัตราร้อยละ 21 ต่อปี หรือในอัตราไม่เกินร้อยละ 24 ต่อปี เพราะโจทก์ไม่มีอำนาจออกประกาศกำหนดดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าว และการเรียกดอกเบี้ยของโจทก์ เป็นการเรียกดอกเบี้ยทบต้นเป็นรายเดือน โจทก์ไม่เคยแจ้งให้จำเลยทราบถึงอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บ ดังนั้น ประกาศกำหนดอัตราดอกเบี้ยของโจทก์จึงไม่ผูกพันจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 16,137,537.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 13,324,328.77 บาท นับแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2541 อันเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา วันที่ 27 พฤศจิกายน 2544 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์โจทก์เด็ดขาด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีแทนเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2546 ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยแล้ว คดีจึงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินคดีแทนโจทก์ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบ แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ยื่นคำร้องขอดำเนินคดีแทน ศาลอุทธรณ์จึงมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3356/2552 · ทนอย Thanoy