คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 3377/2556
หลักกฎหมาย
ความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นและเพื่อการอนาจารและความผิดฐานเป็นธุระจัดหาบุคคลไปเพื่อกระทำการค้าประเวณีนั้น กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้ที่เป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เพื่อการอนาจารหรือเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี ไม่ว่าการเป็นธุระจัดหาดังกล่าวกระทำขึ้นโดยวิธีการใด ส่วนความผิดฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณีนั้น กฎหมายมุ่งที่จะบังคับแก่ผู้จัดการกิจการหรือสถานที่ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้าประเวณีหรือเพื่อใช้ในการติดต่อหรือจัดหาบุคคลเพื่อกระทำการค้าประเวณีเป็นการเฉพาะ ดังนี้ เมื่อสภาพแห่งความผิดทั้งสองอย่างดังกล่าวมีความมุ่งหมายให้เกิดผลต่อผู้กระทำความผิดที่มีเจตนากระทำความผิดแตกต่างกันจึงเป็นความผิดต่างกรรม มิใช่กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษา แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษทั้งสองบทในความผิดฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่นเพื่อการอนาจารและฐานเป็นธุระจัดหาหญิงไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณีตามจำนวนผู้เสียหาย รวม 4 กระทง กับฐานเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการการค้าประเวณีหรือสถานการค้าประเวณี อีก 1 กระทง ต่างหากได้ เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
มาตราที่อ้างถึง
ป.อ. 91ป.อ. 282ป.วิ.อ. 195ป.วิ.อ. 212ป.วิ.อ. 225พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 9พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 11
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 283 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9, 11 จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก (ที่ถูก มาตรา 282 วรรคแรก ด้วย) พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่, 11 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 5 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งผู้เสียหายที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โดยใช้อุบายหลอกลวงเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 วรรคแรก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละ 5 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งผู้เสียหายที่ 1 เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น โดยผู้เสียหายที่ 1 ยินยอม (ที่ถูก ต้องระบุด้วยว่า เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณีฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) จำคุกคนละ 1 ปี ฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี จำคุกคนละ 3 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 19 ปี ลงโทษจำเลยที่ 5 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าของกิจการการค้าประเวณี จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 คนละ 12 ปี 8 เดือน จำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 มีความผิดตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, 11 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 282 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น ร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจาร รวม 4 กระทง ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหา ล่อไปหรือชักพาหญิงไปเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี รวม 4 กระทง และฐานร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการการค้าประเวณี ผู้ดูแล หรือผู้จัดการกิจการการค้าประเวณี หรือสถานการค้าประเวณี หรือเป็นผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในสถานการค้าประเวณี รวม 4 กระทง แต่ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง จำคุกคนละ 12 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกคนละ 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาผู้เสียหายทั้งสี่ไปเพื่อการอนาจาร เพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น และเพื่อให้ผู้เสียหายทั้งสี่กระทำการค้าประเวณี และเป็นเจ้าของ ผู้ดูแล ผู้จัดการกิจการหรือผู้ควบคุมผู้กระทำการค้าประเวณีในร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะซึ่งเป็นสถานการค้าประเวณีหรือไม่ ที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกาว่า ร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะเป็นร้านขายสุราและเครื่องดื่ม ไม่ใช่สถานการค้าประเวณี จำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่เคยได้รับเงินค่าบริการจากลูกค้าผู้ซื้อบริการทางเพศ การที่ผู้เสียหายทั้งสี่กระทำการค้าประเวณีเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เหตุที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 เดินทางไปรับผู้เสียหายทั้งสี่เนื่องจากได้รับแจ้งจากนางสอนหรือแอ๋ว ว่าผู้เสียหายทั้งสี่ประสงค์ไปทำงานเสิร์ฟอาหาร โดยจำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้เป็นผู้ชักชวนให้ไปค้าประเวณีนั้น คงได้ความตามที่โจทก์มีผู้เสียหายทั้งสี่เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันสรุปได้ว่า ร้านน้องแพ็ทคาราโอเกะเป็นห้องแถวคล้ายร้านอาหาร มีตู้คาราโอเกะชนิดหยอดเหรียญและโต๊ะสำหรับรอรับแขกประมาณ 5 ชุด มีพนักงานหญิงนอกเหนือจากพยานทั้งสี่อีก 10 ถึง 20 คน โดยในระหว่างการทำงานพยานทั้งสี่และพนักงานอื่นต้องไปนั่งหน้าร้าน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง