คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 3392/2556
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายแล้วนำมาแบ่งกันที่บ้านของจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 4 ได้รับทรัพย์ของผู้เสียหายไว้เพื่อประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่นโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ จำเลยที่ 4 จึงมีความผิดฐานรับของโจร แม้โจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานนี้ แต่กรณีถือได้ว่าข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแตกต่างกับข้อเท็จจริงดังที่กล่าวในฟ้องระหว่างการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์กับรับของโจร มิให้ถือว่าต่างกันในสาระสำคัญ ทั้งจำเลยที่ 4 มิได้หลงต่อสู้ ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 4 ในความผิดฐานรับของโจรได้ โดยไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือเป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสาม
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 340, 340 ตรี, 371, 91, 92 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบเสื้อแขนยาวสีน้ำเงิน 2 ตัว กางเกงยีนสีน้ำเงิน เสื้อเชิ้ตแขนยาวผ้ายีน หมวกคลุมศีรษะ ปืนไฟแช็กแก๊ส อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ของกลาง และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 14,160 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 1 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้เพิ่มโทษ ส่วนจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 จำคุกคนละ 18 ปี และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 19 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 9 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 9 ปี 9 เดือน ริบหมวกคลุมศีรษะ ปืนไฟแช็กแก๊สและอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ของกลาง และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 14,160 บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ว่า นายพิเชษฐ์ ผู้เสียหายซึ่งอยู่ที่บ้านเลขที่ 5 หมู่ที่ 2 ตำบลวันดาว อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี และใช้บ้านดังกล่าวเปิดขายของชำ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยจำเลยที่ 3 จอดรถจักรยานยนต์รอดูต้นทางและจำเลยที่ 1 และที่ 2 สวมหมวกคลุมหน้าและถืออาวุธปืนเข้ามาในร้านของผู้เสียหายแล้ว ใช้อาวุธปืนตีที่บริเวณใบหน้าและศีรษะผู้เสียหายคนละครั้งและหยิบเอาเงินสดจำนวน 10,300 บาท บัตรเอทีเอ็ม 5 ใบ บัตรเติมเงินโทรศัพท์ 51 ใบ จากลิ้นชักโต๊ะของผู้เสียหาย และหยิบเอาโทรศัพท์เคลื่อนที่ ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 6220 จำนวน 1 เครื่อง ใส่ถุงพลาสติกแล้วพากันขับรถจักรยานยนต์ซึ่งจอดอยู่ที่หน้าร้านหลบหนี หลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสืบสวนสอบสวนแล้วทราบว่ามีผู้ต้องสงสัยสี่คนเป็นคนร้ายร่วมกันปล้นทรัพย์ในคดีนี้ คือจำเลยทั้งสี่ ต่อมาจับกุมจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ และจำเลยที่ 4 เข้ามอบตัว ชั้นสอบสวนจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ และยึดของกลางจากจำเลยที่ 1 เป็นบัตรเติมเงินโทรศัพท์เคลื่อนที่ราคา 100 บาท จำนวน 1 ใบ ราคา 300 บาท จำนวน 3 ใบ ยึดรถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน กษน ราชบุรี 595 จากเพื่อนของจำเลยที่ 3 ยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของผู้เสียหาย 1 เครื่อง เงินสด 1,200 บาท และไฟแช็กแก๊สทำเป็นลักษณะปืน 1 อัน จากจำเลยที่ 2 กับยึดของกลางบางส่วนได้จากบ้านของจำเลยที่ 4 สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไม่ฎีกา คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 4 ที่ต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 4 กระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า พยานโจทก์ที่นำมาสืบในชั้นพิจารณานั้น คงมีแต่คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ซึ่งให้การในทำนองเดียวกันว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และจำเลยที่ 4 ร่วมกันวางแผนในการปล้นทรัพย์โดยแบ่งหน้าที่กันกระทำความผิดคือให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ใช้รถจักรยานยนต์ 1 คัน เป็นยานพาหนะขับเข้าไปจอดที่หน้าร้านของผู้เสียหายโดยมีอาวุธปืนพกรีวอลเวอร์และไฟแช็กแก๊สซึ่งทำขึ้นมีลักษณะคล้ายปืนเป็นอาวุธติดตัวไปข่มขู่และตีผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ได้รับบาดเจ็บและปล้นเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายหลายรายการจากผู้เสียหายไป โดยขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ใช้รถจักรยานยนต์อีก 1 คัน จอดรอดูต้นทางและให้จำเลยที่ 4 ขับรถจักรยานยนต์ไปรออยู่ที่ถนนสายธนบุรี - ปากท่อ เพื่อรอรับจำเลยอื่นหลังการปล้นทรัพย์ แล้วพากันไปแบ่งทรัพย์สินที่บ้านของจำเลยที่ 4 และนอกจากนี้พันตำรวจตรีสุนทรเจ้าพนักงาน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง