ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 3399/2552

หลักกฎหมาย

การแบ่งปันทรัพย์มรดก นอกจากไม่มีบทกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือแล้ว ที่ดินพิพาทที่มีเพียงใบไต่สวน ผู้เป็นเจ้าของจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง ดังนั้น การแบ่งปันทรัพย์มรดกจึงกระทำได้โดยการส่งมอบการครอบครองเท่านั้น เมื่อที่ดินพิพาทมีการตกลงแบ่งปันกันระหว่างทายาทเป็นส่วนสัด อันเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่งแล้ว ว. ทายาทซึ่งเป็นมารดาโจทก์ครอบครองที่ดินส่วนพิพาทตอนกลางเพื่อตนเองตลอดมาและมอบการครอบครองให้แก่โจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวนเลขที่ 262 หรือแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 12 ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ห้ามจำเลยและบริวารกระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองของโจทก์หรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์ และพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายกันและนางพันที่ยังมิได้แบ่งปันแก่ทายาท ห้ามโจทก์และบริวารกระทำการรบกวนการครอบครองอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยในฐานะทายาทและผู้จัดการมรดก โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ที่ดินตามใบไต่สวนเลขที่ 262 หรือแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 12 ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ 55 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ตามแผนที่วิวาท เป็นทรัพย์มรดกของนายกันและนายพันที่ยังมิได้มีการจัดการ ห้ามโจทก์และบริวารกระทำการรบกวนหรือโต้แย้งสิทธิของจำเลยในการกระทำในฐานะผู้จัดการมรดก ยกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามใบไต่สวนเลขที่ 262 หรือแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 12 ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี บริเวณส่วนกลางเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ ห้ามจำเลยและบริวารกระทำการใดอันเป็นการรบกวนการครอบครองหรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าว ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ที่ดินตามใบไต่สวนเลขที่ 262 ตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ 55 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา เดิมเป็นของนายกันและนางพันซึ่งมีบุตรด้วยกัน 7 คน คือนางปั้น นายหน่า นายแก นางแป้น นางแป้ง จำเลยและนางวงษ์มารดาโจทก์ ปี 2498 นางวงษ์ นางแป้นและนายหลุย สามีของนางแป้งได้ไปแจ้งการครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวตาม ส.ค.1 เลขที่ 12 ปัจจุบันโจทก์ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า ที่ดินเนื้อที่ 55 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายกันและนางพันได้ตกลงแบ่งปันและต่างครอบครองเป็นส่วนสัดแล้วหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้มีการแบ่งปันให้แก่ทายาทเพราะไม่ปรากฏว่ามีหนังสือตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือหนังสือสละมรดกของทายาทที่เป็นเอกสารมาแสดงต่อศาล โจทก์มีแต่พยานบุคคลกล่าวอ้างลอยๆ จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังนั้นข้อนี้ได้ความจากพยานโจทก์ว่านายกันและนางพันเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมา 70 ปีเศษแล้ว ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายกันและนางพัน เมื่อบุคคลทั้งสองถึงแก่ความตาย บุตรของบุคคลทั้งสองต่างตกลงแบ่งปันกันและเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเป็นส่วนสัดโดยนางแป้งบุตรคนหนึ่งครอบครองทางด้านทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ 10 ไร่ นางวงษ์มารดาโจทก์ครอบครองเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ และนางแป้นบุตรอีกคนหนึ่งครอบครองทางด้านทิศใต้ เนื้อที่ 14 ไร่ ที่ดินส่วนที่นางวงษ์ครอบครองนั้นต่อเนื่องมาถึงโจทก์ซึ่งครอบครองต่อมาจนถึงปัจจุบันแม้โจทก์จะมีเพียงพยานบุคคลมาเบิกความโดยไม่มีพยานเอกสารการแบ่งปันทรัพย์มรดกมาแสดงต่อศาลก็ตาม แต่การแบ่งปันทรัพย์มรดก นอกจากไม่มีบทกฎหมายบัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือแล้ว ที่ดินพิพาทยังเป็นที่ดินที่มีเพียงใบไต่สวน ผู้เป็นเจ้าของจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง ดังนั้นการแบ่งปันทรัพย์มรดกจึงกระทำได้โดยการส่งมอบการครอบครองเท่านั้น นอกจากนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินของนางแป้งด้านทิศเหนือประมาณ 10 ไร่ และของนางแป้นทางด้านทิศใต้ 14 ไร่ ซึ่งต่างก็ครอบครองเป็นของตนเรื่อยมาจนกระทั่งขายที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของร่วมโต้แย้งหรือใช้ติดตามเอาทรัพย์คืน คงปล่อยให้เวลาล่วงเลยมานานกว่า 70 ปี ยิ่งกว่านั้นยังได้ความต่อไปว่าในปี 2498 ทายาทที่ครอบครองที่ดินรวมถึงนางวงษ์ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน แต่มีนายแกคัดค้านจนเป็นคดีพิพาทขึ้นมาสู่ศาลชั้นต้นและมีการประนีประนอมยอมความกันและศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวโดยนายแกยอมรับว่าที่ดินพิพาท นายหลุย สามีของนางแป้งครอบครอง 10 ไร่ ที่ดินส่วนที่เหลือ นางวงษ์ มารดาโจทก์ และนางแป้งครอบครองเป็นสัดส่วนโดยได้รับมรดกมาจากนายกันและนางพัน ส่วนนายแกอยู่ในฐานะผู้อาศัยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยมิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว จำเลยเป็นเพียงผู้เข้ามาไกล่เกลี่ยก็ตาม แต่จำเลยก็เบิกความยอมรับว่าในช่วงที่นายแกมีเรื่องฟ้องร้องกับนายหลุย นางวงษ์ และนางแป้น ที่ศาลชั้นต้นแ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2552 · ทนอย Thanoy