ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552

ฎีกาที่ 3401/2552

หลักกฎหมาย

จำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์คืนเงินของจำเลยที่โจทก์ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของจำเลยนำไปชำระค่าภาษีเงินได้ของโจทก์โดยไม่มีสิทธิ อันเป็นการละเมิดและผิดสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ใช่กรณีที่จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างฟ้องแย้งเรียกเอาเงินค่าจ้างที่จำเลยได้จ่ายให้โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างไปล่วงหน้าคืนตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/4 (9) และสิทธิเรียกร้องอันเนื่องมาจากการผิดสัญญาจ้างแรงงานมิได้มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนด 10 ปี ตามมาตรา 193/30 จำเลยยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยในการทำงานช่วงก่อนครบเกษียณอายุโดยนับอายุงาน 31 ปี 9 เดือน อยู่แล้ว และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2551 มาตรา 118 (5) กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน เป็นค่าชดเชยสูงสุด ดังนั้น ไม่ว่าจะนำระยะเวลาการทำงานของโจทก์หลังครบเกษียณอายุอีก 5 ปี 5 เดือน มานับรวมเป็นอายุงานในการคำนวณค่าชดเชยของโจทก์ด้วยได้หรือไม่ โจทก์ก็คงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วันอยู่ดี อุทธรณ์ของจำเลยจึงไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2507 จำเลยจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งสมุห์บัญชีใหญ่ ต่อมาปี 2531 จำเลยแต่งตั้งให้โจทก์เป็นกรรมการผู้จัดการจนกระทั่งโจทก์อายุครบ 60 ปี ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย โจทก์จะต้องเกษียณอายุแต่จำเลยไม่มีผู้ทำงานแทนโจทก์ โจทก์จึงทำงานในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการของจำเลยต่อมาจนกระทั่งวันที่ 1 ตุลาคม 2544 จำเลยได้แต่งตั้งกรรมการผู้จัดการคนใหม่มาทำหน้าที่แทนโจทก์ โจทก์จึงได้เกษียณอายุ ก่อนออกจากงานโจทก์ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 457,800 บาท ได้เงินสะสมสมทบอัตราร้อยละ 5 ของเงินเดือนและได้รับเงินโบนัสประจำปี โดยจำเลยเป็นผู้ชำระภาษีเงินได้ทั้งหมดแทนโจทก์ เริ่มด้วยการชำระภาษีเงินเดือนแทนโจทก์ตั้งแต่ปี 2511 และชำระภาษีเงินได้อื่นๆ แทนโจทก์ด้วยตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา จนเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่จำเลยต้องถือปฏิบัติ แต่เมื่อจำเลยจ่ายค่าจ้างประจำเดือนกันยายน 2544 ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายในการทำงานของโจทก์ จำเลยกับหักเงินเดือนของโจทก์ชำระค่าภาษีเงินได้ไว้ 240,017.58 บาท จำเลยจึงต้องคืนเงินดังกล่าวให้โจทก์ โจทก์ออกจากงานโดยการเกษียณอายุซึ่งเป็นการเลิกจ้าง จึงมีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน คิดเป็นเงิน 4,578,000 บาท โจทก์ทำงานครบ 30 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป เมื่อออกจากงานมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จในอัตรา 1.5 เท่าของเงินเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่ทำงานคิดเป็นเงิน 25,522,372.89 บาท จำเลยจัดให้มีกองทุนเงินสะสม โดยให้หักเงินเดือนของลูกจ้างที่เป็นสมาชิกเข้ากองทุนไว้ในอัตราร้อยละ 5 และจำเลยได้จ่ายเงินสมทบเข้าบัญชีให้สมาชิกแต่ละคนเท่ากับจำนวนเงินที่สะสมในแต่ละปี โจทก์เป็นสมาชิกกองทุนเงินสะสมดังกล่าว ขณะโจทก์ออกจากงานบัญชีเงินสะสมของโจทก์มีจำนวน 10,667,301.08 บาท โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวเมื่อออกจากงาน ก่อนโจทก์ออกจากงานจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบว่าโจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ ค่าชดเชยและเงินสะสมรวมทั้งสิ้น 40,767,673.97 บาท ตามเอกสารท้ายฟ้อง หมายเลข 2 แต่เมื่อโจทก์ออกจากงานจำเลยกลับไม่จ่ายเงินใดๆ ให้แก่โจทก์ จนกระทั่งวันที่ 31 ตุลาคม 2544 จำเลยได้มีหนังสือแจ้งโจทก์ว่าจะแบ่งจ่ายเงินสะสมให้โจทก์เป็นงวดรายเดือนรวม 4 งวด เริ่มตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 ตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 และวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544 จำเลยได้โอนเงินสะสมงวดแรกจำนวน 2,667,301.08 บาท เข้าบัญชีให้โจทก์ แต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 2544 จำเลยกลับมีหนังสือปฏิเสธการจ่ายเงินสะสมส่วนที่เหลือให้โจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นหนี้ค่าภาษีเงินได้ที่จำเลยได้จ่ายแทนโจทก์ไปตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2536 เป็นต้นมารวมทั้งสิ้น 14,324,935.72 บาท เพราะเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2535 ที่ประชุมกรรมการของจำเลยได้มีมติให้โจทก์เป็นผู้จ่ายเงินค่าภาษีเงินได้เอง ทั้งยังแจ้งให้โจทก์นำเงินค่าภาษีเงินได้ดังกล่าวที่เหลือจากการหักทอนกับเงินสะสมของโจทก์แล้วจำนวน 6,324,935.72 บาท ไปชำระคืนให้แก่จำเลยตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 โจทก์ไม่เคยทราบและมิได้รู้เห็นยินยอมด้วยกับมติของคณะกรรมการจำเลยซึ่งเป็นมติเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่ไม่เป็นคุณแก่โจทก์ มติดังกล่าวจึงไม่มีผลใช้บังคับ จำเลยยังต้องชำระค่าภาษีเงินได้แทนโจทก์เต็มจำนวนเช่นเดิม ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าจ้างเดือนกันยายน 2544 อีก 240,017.58 บาท และค่าชดเชย 4,578,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กับเงินบำเหน็จ 25,522,372.89 บาท และเงินสะสม 8,000,000 บาท พร้อมอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 กันยายน 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้จำเลยชำระค่าภาษีเงินได้ในเงินค่าจ้าง ค่าชดเชยและเงินบำเหน็จดังกล่าวแทนโจทก์ เต็มจำนวน จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์เกิดเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2479 ทำงานกับจำเลยมาตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2507 อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ ต้องเกษียณอายุโดยอัตโนมัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยหมวดที่ 9 ข้อ 10 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2539 การที่จำเลยให้โจทก์ทำงานต่อไปถือได้ว่าเป็นการจ้างให้โจทก์ทำงานใหม่ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2539 และวันที่ 1 ตุลาคม 2544 โจทก์ได้ขอลาออกจากการเป็นพนักงานของจำเลยไปเอง โดยจำเลยไม่ได้เลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 4,578,000 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จในการทำงานกับจำเลยช่วงแรกก่อนเกษียณอายุเป็นเวลา 31 ปี 9 เดือน คิดเป็นเงิน 21,802,725 บาท ช่วงหลังเกษียณอายุจนถึงวันลาออกอีก 5 ปี 5 เดือน คิดเป็นเงิน 457,000 บาท รวมเป็นเงินบำเหน็จที่โจทก์มีสิทธิได้รับเพียง 22,260,525 บาท เนื่องจากเงินบำเหน็จที่โจทก์มีสิทธิได้รับมีจำนวนสูงกว่าค่าชดเชย จึงถือว่าค่าชดเชยได้รวมอยู่ในเงินบำเหน็จที่โจทก์จะได้รับจากจำเลย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3401/2552 · ทนอย Thanoy