ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2540

ฎีกาที่ 3415/2540

หลักกฎหมาย

ได้มีการส่งต้นฉบับหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนการเวนคืนที่ดินไปยังบ้านหรือภูมิสำเนาของโจทก์แล้วโดยไม่มีการส่งเอกสารดังกล่าวไปยังบ้านบุคคลอื่น และกรณีเป็นเพียงเขียนชื่อถนนผิดพลาดไปเท่านั้น ดังนี้ฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทนตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2533 แล้ว โดยไม่จำต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่ในสำเนาใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 3 มาพิจารณาประกอบ ฉะนั้นที่โจทก์ที่ 1ฎีกาโต้แย้งเกี่ยวกับการรับฟังเอกสารหมาย ล.2 แผ่นที่ 3 นั้นไม่อาจทำให้ข้อเท็จจริงดังที่วินิจฉัยมาแล้วเปลี่ยนแปลงไปได้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย เมื่อปรากฏว่าโจทก์ที่ 1 ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 3 ในวันที่ 1 ตุลาคม 2533 จึงพ้น 60 วันซึ่งเป็นกำหนดเวลาการใช้สิทธิอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1ตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 25 วรรคหนึ่ง โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ โจทก์ที่ 2 เป็นเพียงผู้รับประโยชน์ภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนอันเป็นทรัพยสิทธิประเภทหนึ่งตามกฎหมายเท่านั้น หาใช่บุคคลผู้มีสิทธิรับเงินค่าทดแทนกล่าวคือ มิใช่เจ้าของทรัพย์สินหรือผู้เช่าทรัพย์สิน หรือผู้เสียสิทธิในการใช้ทาง วางท่อน้ำ ท่อระบายน้ำ สายไฟฟ้าหรือสิ่งอื่นซึ่งคล้ายกันผ่านที่ดินในที่ต้องเวนคืน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 18 โจทก์ที่ 2 จึงเป็นเพียงผู้รับประโยชน์ที่จะได้รับชดใช้จากเงินค่าทดแทนสำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 16 วรรคสอง,29 โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาเงินค่าทดแทนโดยลำพังตนเองได้ตามบทกฎหมายดังกล่าวแล้ว และโจทก์ที่ 2 ย่อมไม่มีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจำเลยที่ 3 และไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3110 และ 3112 ที่ดินทั้งสองแปลงติดต่อเป็นผืนเดียวกันและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างหลายหลังให้เลขที่เดียวกันคือ เลขที่ 52 ซึ่งปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 3110 ตลอดจนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม้ยืนต้นที่ปลูกอยู่ในที่ดินทั้งสองแปลงโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ทรงสิทธิภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3110 รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 52 และไม้ยืนต้น จำเลยที่ 1เป็นนิติบุคคลตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 ลงวันที่ 27พฤศจิกายน 2515 มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ทำหน้าที่บริหารกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นรัฐมนตรีผู้รักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2530 ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรีจังหวัดนนทบุรี และเขตบางเขน เขตดุสิต เขตพญาไท เขตปทุมวันเขตบางรัก เขตยานนาวา เขตห้วยขวาง เขตบางกะปิ เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2530 เพื่อสร้างทางพิเศษระบบทางด่วนขั้นที่ 2สายแจ้งวัฒนะ - บางโคล่ และสายพญาไท-ศรีนครินทร์ โดยกำหนดให้จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ จำเลยที่ 3เป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาปรากฏว่าที่ดินของโจทก์ที่ 1ทั้งสองแปลงดังกล่าวรวมเนื้อที่ 571 ตารางวา สิ่งปลูกสร้างเลขที่ 52และไม้ยืนต้นอยู่ในแนวเขตจะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกา จำเลยที่ 2ได้มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบว่าคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนได้กำหนดเงินค่าตอบแทนที่ดินให้ราคาตารางวาละ 30,000 บาท เป็นเงิน 17,130,000 บาท กำหนดเงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินเป็นเงิน 1,145,970.11 บาท กำหนดเงินค่าทดแทนไม้ยืนต้นเป็นเงิน 3,450 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนทั้งสิ้น 18,279,420.11 บาท ตามภายถ่ายหนังสือของจำเลยที่ 2เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 5 แต่โจทก์ทั้งสองเห็นว่าจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินราคาตารางวาละ 30,000 บาท เป็นราคาต่ำกว่าราคาซื้อขายในท้องตลาด โจทก์ทั้งสองได้อุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 3 ขอเงินค่าทดแทนเพิ่มอีก 22,535,079.89 บาท แต่จำเลยที่ 3 ไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองเห็นว่าการกำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนแก่โจทก์ทั้งสองไม่เป็นธรรมและไม่ชอบตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21(1) ประกอบด้วยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 ลงวันที่ 28กุมภาพันธ์ 2534 ซึ่งภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติให้จำเลยที่ 1เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินจากเดิมอีก 109.33 เปอร์เซ็นต์ จำเลยทั้งสามจึงต้องร่วมกันจ่ายเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินโจทก์ที่ 1 ทั้งสองแปลงเพิ่มอีกตารางวาละ 32,799 บาท รวม 571 ตารางวา คิดเป็นเงิน18,728,229 บาท เงินค่าทดแทนสิ่งปลูกสร้างในที่ดิน และไม้ยืนต้นเพิ่มอีกเป็นเงิน 2,780,079.89 บาท ค่าทดแทนสำหรับกลุ่มบ้านทรงไทยในที่ดินโฉนดเลขที่ 3110 เป็นเงิน 8,335,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่จำเลยทั้งสามจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ทั้งสอง 29,843,308.89บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม2531 ซึ่งเป็นวันที่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวบังคับใช้ เป็นเงินค่าดอกเบี้ย 8,756,762.69 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่จำเลยทั้งสามจะต้องชำระแก่โจทก์ทั้งสอง 38,600,071.58 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินค่าทดแทน 38,600,071.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 29,843,308.89 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลยที่ 3เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2533 พ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันที่ 5 มกราคม2533 ซึ่งเป็นวันที่ได้รับหนังสือจากเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่ให้มารับเงินค่าทดแทน โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามที่คู่ความนำสืบรับกันและศาลชั้นต้นไปเผชิญสืบทรัพย์สินรายนี้ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 24 กรกฎาคม 2535 ฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3110 และ 3112 เนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน10 ตารางวา และ 3 ไร่ 3 งาน 26 ตารางวา ตามลำดับ ตั้งอยู่ตำบลลาดพร้าวฝั่งเหนือ อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยโจทก์ที่ 2 เป็นผู้ทรงสิทธิภาระติดพันในอสังหาริมทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 3110ซึ่งที่ดินทั้งสองแปลงข้างต้นมีกลุ่มบ้านทรงไทยปลูกอยู่รวม 4 หลังต่อมาได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี พ.ศ. 2530 เพื่อสร้างทางพิเศษสายแจ้งวัฒนะ-บางโคล่ และสายพญาไท-ศรีนครินทร์
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3415/2540 · ทนอย Thanoy