ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 3427/2545

หลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 มีความหมายถึงกรณีที่มีปัญหาข้อสงสัยยังไม่ได้ความชัดแจ้งว่าคดีนั้นเป็นคดีประเภทใดประเภทหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 7(1) ถึง (11) หรือเป็นเรื่องที่ไม่แน่ชัดหรือเป็นที่สงสัยว่าเนื้อหาของข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การนั้นเกี่ยวกับเรื่องที่ถือว่าเป็นคดีประเภทใดประเภทหนึ่งตามมาตรา 7(1) ถึง (11) ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศหรือไม่ จึงจะเป็นปัญหาที่ต้องเสนอให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศและโจทก์ได้ชำระเงินให้แก่ผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ 1 ในต่างประเทศแล้ว เมื่อสินค้าที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อมาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินชำระให้โจทก์ จึงได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ จึงขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทกับให้จำเลยที่ 2และที่ 3 ร่วมรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยทั้งสามให้การเพียงว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทยด้วยกันเท่านั้น ทั้งที่โจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญาซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ หากแต่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ออกให้ตามคำขอของจำเลยที่ 1 เพื่อใช้ในการซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศกับรับผิดตามสัญญาทรัสต์รีซีทอันเป็นคำฟ้องที่มีลักษณะเป็นคดีตามมาตรา 7(6) จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเสนอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามมาตรา 9

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามว่า จำเลยที่ 1 ได้ขอให้โจทก์เปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากผู้ขายในต่างประเทศ โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศแล้ว และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์หลายฉบับเพื่อขอรับเอกสารการขนส่งสินค้านำไปขอรับสินค้าก่อนแล้วจะชำระหนี้แก่โจทก์ในภายหลังตามที่กำหนดกันไว้ โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันการชำระหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ และมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย แต่เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและสัญญาทรัสต์รีซีทดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ผิดนัด คงชำระหนี้ให้โจทก์เพียงบางส่วน โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 170,259,563.54 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี ในต้นเงินจำนวน 124,588,828.61 บาท นับแต่ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปแก่โจทก์จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นหากจำเลยทั้งสามชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินจำนองตามโฉนดที่ดินเลขที่ 81812 เลขที่ดิน 263 ตำบลคลองตำหรุ อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างตลอดทั้งทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาชำระหนี้ให้โจทก์จนครบถ้วน จำเลยทั้งสามให้การว่า คดีนี้เป็นการพิพาทกันระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญาตามเลตเตอร์ออฟเครดิต ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ไม่เกี่ยวกับผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ 1 ที่อยู่ต่างประเทศ ไม่ใช่การซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้คือศาลแพ่ง ไม่ใช่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คำฟ้องของโจทก์เคลือบคลุม คดีของโจทก์ขาดอายุความสัญญาจำนองเป็นเอกสารปลอม จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และโจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชี้สองสถานแล้ว ได้วินิจฉัยประเด็นข้อแรกเกี่ยวกับอำนาจการพิจารณาพิพากษาคดีเรื่องนี้ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางว่า ตามคำฟ้องเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับเลตเตอร์ออฟเครดิตที่ออกเกี่ยวเนื่องกับการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศ ทรัสต์รีซีท และการประกันเกี่ยวกับกิจการที่กล่าวถึง จึงเป็นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 7(6) จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพ.ศ. 2539 มิได้บัญญัติให้คำนิยามเกี่ยวกับ การซื้อขายระหว่างประเทศไว้ว่าหมายถึงอะไร จึงต้องอาศัยหลักทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 ซึ่งหลักทั่วไปในเรื่องสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศได้บัญญัติไว้ในมาตรา 26(3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติดิ อันแฟร์ คอนแทรค เทอม แอค 1977 (TheUnfair Contract Term Act 1977) ของประเทศอังกฤษ หรือตามหลักกฎหมายการค้าระหว่างประเทศที่บัญญัติถึงหลักทั่วไปในการซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศว่า ต้องเป็นสัญญาซื้อขายหรือเป็นสัญญาที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ในตัวสินค้าและคู่สัญญาจะต้องมีสถานประกอบการอยู่คนละประเทศหรือมีถิ่นที่อยู่คนละประเทศ แต่ข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ต่างมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย ไม่เกี่ยวกับผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในต่างประเทศ คดีเรื่องนี้จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ทั้งการวินิจฉัยว่าคดีเรื่องนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่นั้น ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 9 บัญญัติให้ประธานศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวเสียเองจึงเป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ในการจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ก็ด้วยมีจุดประสงค์เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับข้อพิพาททางทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเป็นไปโดยสะดวกรวดเร็ว เที่ยงธรรม มีประสิทธิภาพและเหมาะสมยิ่งขึ้นเพราะคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเป็นคดีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างจากคดีอาญาและคดีแพ่งโดยทั่ว ๆ ไป พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3427/2545 · ทนอย Thanoy