ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 3433/2551

หลักกฎหมาย

จำเลยที่ 2 ตอบจำเลยที่ 1 ว่า "ไว้ใจได้ ขายเขาไปเถอะ" เพื่อช่วยในการตัดสินใจของจำเลยที่ 1 ที่จะขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่สายลับให้ง่ายและรวดเร็วขึ้น เป็นการช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการที่จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 86 แม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ศาลฎีกาก็ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ได้เนื่องจากเป็นข้อแตกต่างที่มิใช่สาระสำคัญทั้งจำเลยที่ 2 มิได้หลงต่อสู้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2542 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการรับราชการทหารกองประจำการ สังกัดกองพันบริการศูนย์การบินทหารบก จังหวัดเพชรบูรณ์ร่วมกันกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือจำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 12 เม็ด น้ำหนัก 1.14 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยทั้งสองร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 1 เม็ด ในราคา 100 บาท ให้แก่ผู้ล่อซื้อโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 97 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 3, 10 คืนธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามกฎหมาย และบวกโทษของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1667/2541 ดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีก่อนที่ศาลรอการลงโทษไว้ตามฟ้องโจทก์จริง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยที่ 2 เป็นข้าราชการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 15 ปี รวม 2 กระทง จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 10 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 30 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 97 กึ่งหนึ่ง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 15 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน บวกโทษจำคุก 6 เดือน ของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1667/2541 ดังกล่าวเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 30 ปี 6 เดือน คืนธนบัตรล่อซื้อแก่เจ้าของ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดเมทแอมเฟตามีนจำนวน 12 เม็ด และธนบัตรฉบับละ 100 บาท 1 ฉบับ จากจำเลยที่ 1 เป็นของกลางแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาตจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ คดีของจำเลยที่ 1 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์จริง คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาด้วยหรือไม่ โจทก์มีร้อยตำรวจตรีสุระพันธ์สิบตำรวจโทสุริยา และสิบตำรวจเอกประดิษฐ์ (ยศในขณะเบิกความ) ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ก่อนจับกุมประมาณ 2 วัน พยานโจทก์ทั้งสามสืบทราบว่ามีชายชาวบ้านโภชน์ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ และชาวบ้านราหุล หมู่ที่ 4 อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ ลักลอบจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนในเวลากลางคืนบริเวณเสาไฟฟ้าหน้าบ้านนายจำรัส หรือตูน ท้องที่หมู่ที่ 4 บ้านราหุล ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน 2542 เวลา 21.30 นาฬิกา พยานโจทก์ทั้งสามกับพวกได้วางแผนจับกุมโดยใช้วิธีการล่อซื้อ ให้สิบตำรวจโทสุริยาและสิบตำรวจโทประดิษฐ์ปลอมตัวเป็นชาวบ้านเข้าไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนโดยนำธนบัตรฉบับละ 100 บาท 1 ฉบับ ของร้อยตำรวจตรีสุระพันธ์ไปล่อซื้อส่วนพวกที่เหลือจะไปชุ่มรออยู่บนสะพานเข้ามคลองราหุลห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 60 เมตร หากทำการล่อซื้อได้ให้ใช้วิทยุสือสารแจ้งหรือตะโกนร้องบอก เมื่อออกเดินทางไปยังบ้านราหุลและเข้าประจำที่ตามนัดหมายแล้ว สิบตำรวจโทสุริยาและสิบตำรวจโทประดิษฐ์ ขับรถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันไปจอดไว้ตรงบริเวณเสาไฟฟ้าห่างจากบ้านเกิดเหตุ พบจำเลยที่ 1 นั่งอยู่ตรงบันไดหน้าบ้าน สิบตำรวจโทสุริยาบอกจำเลยที่ 1 ว่า ซื้อของตัวหนึ่ง จำเลยที่ 1 หันไปถามจำเลยที่ 1 ซึ่งยื่นอยู่ในมุมมืดด้านห
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3433/2551 · ทนอย Thanoy