คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2559
ฎีกาที่ 3460/2559
หลักกฎหมาย
ในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา ไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษาเฉพาะคดีส่วนอาญาเท่านั้น ฟ้องโจทก์ยังคงมีคดีส่วนแพ่งต้องพิจารณาสั่งต่อไปว่าจะรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 เมื่อศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งอย่างใดเกี่ยวกับคดีส่วนแพ่ง ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาไม่รับคดีส่วนแพ่งโดยวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาแล้ว ย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา ก็เป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังไม่ได้พิจารณาว่าจะรับฟ้องของโจทก์ในคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาหรือไม่ กระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่ศาลล่างทั้งสองปฏิบัติจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งคำฟ้องของโจทก์ในคดีส่วนแพ่งต่อไป
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 91, 137, 157, 161, 162, 267, 326, 328 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์และไทยรัฐหน้าหนึ่ง ฉบับละ 1 วัน โดยจำเลยทั้งสองเป็นผู้ชำระค่าโฆษณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนมูลฟ้อง และเห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่า สำหรับข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 นั้น โจทก์มิได้บรรยายในคำฟ้องเลยว่า จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารกระทำการปลอมเอกสารโดยอาศัยโอกาสที่ตนมีหน้าที่นั้น อันเป็นการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ซึ่งโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองมาในคำขอท้ายฟ้อง ฟ้องโจทก์ในข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 ซึ่งศาลต้องพิพากษายกฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง สำหรับปัญหาว่า คดีโจทก์มีมูลในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 162 และ 328 หรือไม่ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ฟ้องอ้างว่า จำเลยที่ 1 ทำรายงานเท็จเสนอต่อนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายว่าโจทก์ไม่มาปฏิบัติราชการที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ตามสำเนาบันทึกข้อความ หลังจากนั้นยังให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้นในวันที่ 3 ธันวาคม 2552 วันที่ 22 ธันวาคม 2552 และวันที่ 7 มกราคม 2553 เกี่ยวกับเรื่องที่โจทก์ไม่มาปฏิบัติราชการดังกล่าวอีกตามสำเนารายงานผลการสืบสวนเบื้องต้น และให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้นเพิ่มเติมในวันที่ 7 กรกฎาคม 2553 ตามสำเนารายงานผลการสืบสวนเพิ่มเติม ทั้งที่ความจริงโจทก์มาปฏิบัติราชการตามปกติ ในระหว่างนั้น ในข้อนี้ได้ความจากข้อความในสำเนาบันทึกข้อความของจำเลยที่ 1 ว่า หลังจากจังหวัดเชียงรายมีคำสั่งให้โจทก์กลับไปปฏิบัติราชการที่สังกัดเดิมแล้ว จังหวัดเชียงรายได้ส่งสำเนาคำสั่งมาให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งโดยให้กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ แต่โจทก์ไม่มาปฏิบัติราชการที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 ทำให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้บังคับบัญชาของโจทก์ในกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคไม่อาจแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบได้ ส่วนหนังสือแจ้งคำสั่งที่ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับก็ได้รับแจ้งจากไปรษณีย์ว่า "ไม่ยอมรับ" และ "ย้ายไม่ทราบที่อยู่ใหม่" ด้วยเหตุดังกล่าวจำเลยที่ 1 จึงทำบันทึกเสนอต่อนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ดังนี้ กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ว่าการทำบันทึกข้อความดังกล่าวของจำเลยที่ 1 เป็นการรายงานผลการดำเนินการแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบตามหน้าที่ของจำเลยที่ 1 มิได้มีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใด ที่จำเลยที่ 1 ระบุในรายงานว่า ไม่ปรากฏว่าโจทก์มาปฏิบัติงานที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคนั้น ก็ได้ความจากการสืบสวนของคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้นตามสำเนารายงานผลการสืบสวนเบื้องต้นว่า นอกจากจำเลยที่ 1 จะไม่พบโจทก์มาปฏิบัติงานที่กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว จำเลยที่ 1 ยังได้ตรวจสอบเกี่ยวกับการมาปฏิบัติงานของโจทก์โดยการสอบถามจากเพื่อนร่วมงานของโจทก์ ก็ไม่มีผู้ใดพบเห็นโจทก์มาปฏิบัติราชการเช่นกัน ที่โจทก์อ้างว่ามาปฏิบัติราชการเนื่องจากได้ลงลายมือชื่อในบัญชีลงเวลาปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงรายนั้น ก็ปรากฏจากสำเนาบัญชีลงเวลาปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ว่า ในช่วงเวลาระหว่างวันที่ 28 ตุลาคม 2552 ถึงวันที่ 11 พฤศจิกายน 2552 อันเป็นวันที่จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อความ โจทก์ลงลายมือชื่อมาปฏิบัติงานเพียงวันเดียวคือวันที่ 6 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งมีเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์เพียงแต่ลงลายมือชื่อมาปฏิบัติงานโดยมิได้อยู่ปฏิบัติงานจริง เนื่องจากไม่มีผู้ร่วมงานของโจทก์เห็นโจทก์มาปฏิบัติงานในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 รายงานต่อนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงรายตามสำเนาบันทึกข้อความก็ดี หรือที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้นในวันที่ 3 ธันวาคม 2552 วันที่ 22 ธันวาคม 2552 และวันที่ 7 มกราคม 2553 ตามที่ปรากฏในสำเนารายงานผลการสืบสวนเบื้องต้นก็ดี จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นความเท็จ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง