ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2563

ฎีกาที่ 3473/2563

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 5, 9, 10, 12 (1) (2) อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน มิใช่เป็นความผิดอันยอมความได้ ดังนั้น พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย เมื่อพนักงานสอบสวนดำเนินการสอบสวนจนเสร็จ ถือได้ว่ามีการสอบสวนโดยชอบแล้ว โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 การที่จำเลยเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลผู้เสียหายที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับจำเลย โดยจำเลยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จากภายนอกผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายของโรงพยาบาลผู้เสียหาย แล้วทำการปิดระบบกระจายสัญญาณเพื่อปิดระบบโปรแกรมสำหรับบริการทางการแพทย์ อันเป็นการกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลผู้เสียหายถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ โดยเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะในแต่ละคราว เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 12 (2) (เดิม) ประกอบมาตรา 10 ย่อมเป็นความผิดสำเร็จในตัว ต่างกรรมต่างวาระ และอาศัยเจตนาแตกต่างแยกจากกันได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันมิใช่ความผิดกรรมเดียว

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 5, 9, 10, 12 (1) (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 5, 12 (2) เดิม ประกอบมาตรา 10 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 12 (2) เดิม ประกอบมาตรา 10 ฐานกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบเพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ โดยเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี ข้อหาอื่นให้ยก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นที่ยุติในชั้นฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัทเอสเค เน็ตเวิร์ค ซิสเต็มส์ จำกัด เมื่อปี 2556 โรงพยาบาลสุรินทร์ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข ทำสัญญาซื้อขายรายการติดตั้งสายสัญญาณภายในอาคารอุบัติเหตุฉุกเฉินใหม่ และระบบการเชื่อมโยงระบบเดิมภายในโรงพยาบาลกับอาคารอุบัติเหตุฉุกเฉินใหม่กับบริษัทเอสเค เน็ตเวิร์ค ซิสเต็มส์ จำกัด จำเลยได้วางระบบคอมพิวเตอร์ โดยติดตั้งเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายไว้ที่ศูนย์แพทย์ศาสตร์ศึกษา แล้วเชื่อมต่อไปยังอาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินใหม่ รวมทั้งอาคารต่าง ๆ ภายในโรงพยาบาล และติดตั้งอุปกรณ์กระจายสัญญาณยี่ห้อ Cisco รุ่น 3750 สำหรับการเชื่อมต่อ โรงพยาบาลสุรินทร์ใช้ระบบบริการทางการแพทย์หรือระบบ SSB ในการบริหารจัดการข้อมูลในหน่วยงานและแผนกต่าง ๆ ของโรงพยาบาล เช่น ห้องผ่าตัด งานวิสัญญี รวมทั้งการนัดหมายผู้ป่วย ในการเข้าสู่ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาล ผู้เข้าระบบจะต้องลงชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน โดยมีผู้ทราบชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านดังกล่าว 6 คน คือ นายวรเวทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลสุรินทร์ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ นายธาดา นักวิชาการคอมพิวเตอร์ นายนันตศักดิ์ เจ้าหน้าที่คอมพิวเตอร์ นายปรัชญา เจ้าหน้าที่ของบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) นายสามารถ วิศวกรของบริษัทซิสโก้ ซีสเต็มส์ จำกัด และจำเลย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2559 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา ระบบ SSB ที่อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินใหม่ใช้งานไม่ได้ เนื่องจากอุปกรณ์กระจายสัญญาณถูกปิดจุดเชื่อมต่อจากเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย จากการตรวจสอบข้อมูลการเข้าใช้คอมพิวเตอร์แม่ข่ายและอุปกรณ์กระจายสัญญาณ หรือ Log ปรากฏว่า มีผู้สั่งปิดระบบ SSB โดยใช้หมายเลข IP : 223.207.16x.xxx จากเครื่องคอมพิวเตอร์ภายนอกโรงพยาบาล ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต 3BB เข้ามาควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายซึ่งใช้หมายเลข IP : 10.255.3x.xxx แล้วเข้าไปปิดอุปกรณ์กระจายสัญญาณ รุ่น 3750 และรุ่น 3750X ที่อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินใหม่ ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2559 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา ระบบ SSB ที่อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินใหม่ใช้การไม่ได้อีก เนื่องจากตัวกระจายสัญญาณ รุ่น 3750 และรุ่น 3750X ถูกปิดจุดเชื่อมต่อจากเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย โดยมีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์จากภายนอก ซึ่งใช้หมายเลข IP : 223.205.10x.xxx ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต 3BB เข้ามาควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย แล้วเข้าไปปิดอุปกรณ์กระจายสัญญาณ รุ่น 3750 และรุ่น 3750X ที่อาคารอุบัติเหตุและฉุกเฉินใหม่ สำหรับความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง โจทก์ไม่ฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้การดำเนินคดีอาญาของโรงพยาบาลสุรินทร์ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขจะมีสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลมีอำนาจร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีได้ก็ตาม แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องและขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 5, 9, 10, 12 (1) (2) อันเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน มิใช่เป็นความผิดอันยอมความได้ ดังนั้นพนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย เมื่อพนักงานส
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3473/2563 · ทนอย Thanoy