คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551
ฎีกาที่ 3497/2551
หลักกฎหมาย
โจทก์ให้จำเลยเป็นตัวแทนรับจำนองที่ดิน และโจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าไถ่ถอนจำนองแก่โจทก์ เป็นเรื่องตัวการฟ้องเรียกทรัพย์สินคืนจากจำเลยซึ่งเป็นตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 810 แม้ไม่มีหลักฐานการมอบอำนาจเป็นหนังสือก็ฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้ไม่ขัดต่อมาตรา 798 วรรคสอง โจทก์นำพยานบุคคลเข้าสืบเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นมาอันแท้จริงว่าจำเลยเป็นเพียงผู้รับจำนองแทนโจทก์เป็นการนำสืบถึงการเป็นตัวแทนอีกส่วนหนึ่งด้วย ซึ่งไม่จำต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือเพื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงมิใช่เป็นการนำสืบเพิ่มเติมเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน กรณีไม่ต้องด้วยข้อห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) ในคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องจำเลยกับพวกว่าร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอก ศาลแขวงพระโขนงพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลว่าพฤติการณ์มีเหตุสงสัยว่าจำเลยรับจำนองแทนโจทก์หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลย ศาลมิได้ยกฟ้องด้วยเหตุว่าจำเลยมิได้รับจำนองแทนโจทก์ และคดีนี้โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยคืนเงินค่าไถ่ถอนจำนองแก่โจทก์ อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่ต้องอาศัยมูลความผิดทางอาญาในความผิดฐานยักยอก จึงไม่ใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา จะนำ ป.วิ.อ. มาตรา 46 มาใช้บังคับไม่ได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์และจำเลยร่วมทำธุรกิจด้วยกัน โดยแบ่งหน้าที่กันทำด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจตลอดมา โจทก์เป็นผู้ลงทุนและวางแผนการบริหาร จำเลยเป็นผู้ช่วยเหลือดำเนินการซึ่งจะให้ค่าตอบแทนแก่จำเลยเป็นครั้งคราว ประมาณเดือนตุลาคม 2524 นายไพโรจน์มาติดต่อขอกู้ยืมเงินจากโจทก์ 115,000 บาท โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 มาจดทะเบียนจำนองเฉพาะส่วนเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน วันที่ 2 พฤศจิกายน 2524 โจทก์มอบให้จำเลยเป็นผู้ใส่ชื่อจดทะเบียนรับจำนองแทนโจทก์และให้ถือสัญญาจำนองเป็นหลักฐานการกู้ยืมเงิน โดยจำเลยและนายไพโรจน์ทราบและยินยอม นายไพโรจน์ได้รับเงินจากโจทก์ครบถ้วนแล้วในวันทำสัญญา จำเลยได้นำสัญญาจำนองให้โจทก์ยึดถือไว้ วันที่ 6 กันยายน 2525 ที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 ในส่วนที่จดทะเบียนจำนองได้แบ่งแยกออกมาเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 เนื้อที่ 3 ไร่ จำเลยรับมอบโฉนดที่ดินดังกล่าวจากนายไพโรจน์แล้วนำมอบให้โจทก์ยึดถือไว้ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2536 จำเลยได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่าต้นฉบับโฉนดเลขที่ 184602 และสัญญาจำนองที่ดินดังกล่าวสูญหาย เพื่อขอออกใบแทนต้นฉบับ การกระทำของจำเลยดังกล่าวทำให้เจ้าพนักงานที่ดินหลงเชื่อ จึงได้ออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่นายไพโรจน์ วันที่ 2 กันยายน 2536 จำเลยโดยทุจริตได้จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 ให้แก่นายไพโรจน์พร้อมรับเงินค่าไถ่ถอนจำนองจำนวน 319,125 บาท และได้เบียดบังไปเป็นประโยชน์ของจำเลยโดยไม่คืนโจทก์ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 468,714.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 319,125 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระแล้วเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ร่วมทำธุรกิจหรือเป็นลูกจ้างตัวแทนหรือผู้ช่วยเหลือในการดำเนินการของโจทก์ และไม่เคยได้รับค่าตอบแทนหรือผลประโยชน์ใดในทางทรัพย์สินจากโจทก์ ทั้งไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใดกับโจทก์ นายไพโรจน์ไม่ได้กู้เงินจากโจทก์และไม่ได้ตกลงให้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 เฉพาะส่วนจำนองไว้แก่โจทก์เพื่อเป็นประกัน โจทก์ไม่เคยแต่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้แทนในการรับจำนองที่ดินดังกล่าวเป็นหนังสือ จำเลยไม่เคยส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ยึดถือไว้ในฐานตัวการ จำเลยยอมรับว่าได้แจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศจริง แต่ไม่ได้เป็นการแจ้งความเท็จ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาต่อศาลแขวงพระโขนงเป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3949/2541 ในข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงาน ยักยอก ต่อมาศาลพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่ได้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 ไว้แทนโจทก์ ดังนั้น การที่จำเลยรับเงินที่ผู้จำนองนำมาชำระเพื่อไถ่ถอนจำนองโดยไม่ส่งมอบให้โจทก์จึงไม่เป็นความผิดฐานยักยอก ส่วนข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับจำนองหรือเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่จำนอง โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหาย ไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ซึ่งเป็นคู่ความเดียวกันในคดีอาญาได้ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เพื่อเรียกทรัพย์คืน ซึ่งเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ต้องถือข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญามารับฟังในคดีนี้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยกับโจทก์ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ต่อกันจำเลยไม่ได้กระทำการใดให้โจทก์ได้รับความเสียหายและโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกู้เงินของนายไพโรจน์ ทั้งนายไพโรจน์ไม่ได้จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 เป็นประกันไว้แก่โจทก์ และจำเลยไม่ได้รับจำนองที่ดินดังกล่าวแทนโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณา คู่ความแถลงรับกับว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2524 จำเลยลงลายมือชื่อรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 44202 เฉพาะส่วนของนายไพโรจน์ต่อมาที่ดินเฉพาะส่วนดังกล่าวแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 184602 วันที่ 22 มิถุนายน 2536 จำเลยในฐานะผู้ครอบครองโฉนดที่ดินที่รับจำนองไว้ได้ไปแจ้งต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศ ว่าโฉนดเลขที่ 184602 สูญหาย จากนั้นจำเลยได้นำหลักฐานการแจ้งความไปแสดงและให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาประเวศ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2536 ว่าโฉนดเลขที่ 184602 สูญหายไป เจ้าพนักงานที่ดินจึงออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินวันที่ 2 กันยายน 2536 จำเลยรับจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองให้แก่นายไพโรจน์และรับเงินชำระหนี้ไถ่ถอนจำนองจากนายไพโรจน์แล้ว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 319,125 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 กันยายน 2536 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันที่ 16 ธันวาคม 2542 ซึ่งเป็นวันฟ้องจะต้องไม่เกิน 149,549.81 บาท ตามฟ้องกับให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง