ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565

ฎีกาที่ 3503/2565

หลักกฎหมาย

การสั่งนำเข้าวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 จากสาธารณรัฐประชาชนจีน นอกจากจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 แล้ว ยังเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 อีกด้วย ซึ่งในส่วนของความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ฐานนำเข้าสินค้าโดยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดและฐานยื่นใบขนสินค้าโดยสำแดงเท็จตามมาตรา 27 และมาตรา 99 นั้น เมื่อผู้กระทำความผิดยินยอมมอบของกลางทั้งหมดให้กรมศุลกากรเพื่อระงับคดีและผู้อำนวยการสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังพิจารณาอนุมัติให้ระงับคดีแล้วจึงทำให้ความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ระงับไป ของกลางจึงอยู่ในอำนาจของอธิบดีกรมศุลกากรที่จะจำหน่ายต่อไปได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าสถานีพัฒนาที่ดินกรุงเทพมหานคร ขอรับการสนับสนุนของกลางเพื่อใช้เป็นวัสดุสำหรับทำปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังได้ทำบันทึกส่งมอบของกลางให้แก่สถานีพัฒนาที่ดินกรุงเทพมหานครไปแล้ว แม้ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมจะกำหนดให้กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบในการควบคุมของกลางซึ่งเป็นวัตถุอันตรายตามบัญชี 1 แต่เมื่อของกลางคดีนี้เป็นของกลางในคดีที่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2469 ซึ่งอยู่ในอำนาจของกรมศุลกากรด้วย เมื่อได้มีการจำหน่ายของกลางไปโดยชอบตามอำนาจหน้าที่ของกรมศุลกากรแล้ว ผู้กระทำความผิดหรือจำเลยทั้งสองย่อมไม่จำต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการขนส่งและทำลายของกลางอีกต่อไป เนื่องจากไม่มีของกลางให้ขนส่งและทำลายอยู่ในความครอบครองของกรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบอีกต่อไปแล้ว หากกรมวิชาการเกษตรเห็นว่ากรมศุลกากรไม่มีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับของกลางก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานทั้งสองซึ่งเป็นส่วนราชการด้วยกันต้องดำเนินการต่อกันเอง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 23, 36, 45, 73, 78, 88 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบวัตถุอันตรายของกลาง และมีคำสั่งให้กรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบควบคุมวัตถุอันตรายของกลาง ทำลาย หรือจัดการตามที่เห็นสมควรต่อไป และให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของวัตถุอันตรายของกลางร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายในการขนส่งและในการทำลายวัตถุอันตรายของกลาง รวมเป็นเงิน 24,400,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง, 45 (4), 73, 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 45 (4), 78 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี ริบวัตถุอันตรายของกลาง และให้กรมวิชาการเกษตรซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบควบคุมวัตถุอันตราย ทำลาย หรือจัดการวัตถุอันตรายของกลางตามที่เห็นสมควรต่อไป และในกรณีที่ต้องทำลายให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของวัตถุอันตรายของกลางร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายในการขนส่งและในการทำลายวัตถุอันตรายของกลางตามอัตราค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกิน 2,400,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษาแก้เป็นว่า คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 6 เดือน ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าใช้จ่ายในการขนส่งและทำลายของกลาง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ได้สั่งนำเข้าคาร์โบฟูราน น้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม ไซโปรโคนาโซล น้ำหนัก 100 กิโลกรัม อิมิดาโคลพริด น้ำหนัก 2,000 กิโลกรัม ไพมีโทรซีน น้ำหนัก 1,000 กิโลกรัม ไทอะโคลพริด น้ำหนัก 100 กิโลกรัม และเมโทมิล น้ำหนัก 16,000 กิโลกรัม จากผู้ขายในสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งสินค้าที่นำเข้าดังกล่าวเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง กำหนดรายชื่อของวัตถุอันตรายที่กระบวนการผลิตและลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายเป็นที่ทราบแน่ชัดโดยทั่วไป พ.ศ. 2543 และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2556 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่ได้ขึ้นทะเบียนจากกรมวิชาการเกษตร ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. มีจำเลยทั้งสองเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันพร้อมประทับตราสำคัญกระทำการแทนได้ และเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2555 นายทะเบียนได้ขีดชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ออกจากทะเบียน ทำให้มีฐานะเป็นห้างหุ้นส่วนร้าง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากการสั่งนำเข้าวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ของกลางคดีนี้นั้น เป็นการกระทำของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. เท่านั้น จำเลยที่ 1 เพียงแต่ลงลายมือชื่อในฐานะผู้มีอำนาจกระทำการแทนตามกฎหมาย ไม่ได้ลงชื่อในฐานะส่วนตัว เมื่อห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. มีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากแยกจากจำเลยที่ 1 อย่างเด็ดขาด เฉพาะห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. เท่านั้นที่เป็นผู้กระทำความผิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า แม้ห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. จะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่การกระทำหรือการแสดงออกของนิติบุคคลก็ต้องแสดงออกโดยผู้แทนหรือผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลตามกฎหมายนั่นเอง การบริหารงานของนิติบุคคลหรือการกระทำนิติกรรมใด ๆ ของนิติบุคคล ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อให้มีผลผูกพันกันในทางแพ่ง กฎหมายจึงได้มีบทบัญญัติไว้ให้ต้องกระทำโดยผู้มีอำนาจกระทำการแทน โดยเฉพาะห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ผู้มีอำนาจกระทำการแทนในกรณีนี้ก็คือจำเลยที่ 1 เท่านั้น เนื่องจากเป็นผู้ลงลายมือชื่อกระทำการแทนพร้อมประทับตราสำคัญของห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ในทางอาญาจำเลยที่ 1 ย่อมต้องรู้อยู่เป็นอย่างดีในขณะกระทำการดังกล่าวแล้วว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. มีเจตนาต้องการกระทำการใด การลงลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่มีเจตนากระทำร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. นั่นเอง เมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่เป็นความผิดต่อกฎหมายก็ต้องถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ร่วมกระทำผิดต่อกฎหมายด้วย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง