ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 3505/2543

หลักกฎหมาย

จำเลยให้การในข้อที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ยอมไปทำการจดทะเบียนการเช่าช่วงหลังจากที่จำเลยก่อสร้างอาคารพิพาทแล้วเสร็จตามสัญญาซึ่งเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ฎีกาของจำเลยจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ต้องห้ามฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง จำเลยมิได้ให้การต่อสู้ว่าโจทก์และจำเลยสละประโยชน์แห่งเงื่อนเวลาเพราะโจทก์และจำเลยมิได้ถือเอา ระยะเวลาการชำระหนี้เป็นสาระสำคัญตามข้อเท็จจริงที่จำเลยกล่าวอ้างมาในฎีกา ถือว่าเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงที่มิได้ ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยชอบแล้ว ตามสัญญาจองสิทธิการเช่าช่วงข้อ 4 วรรคหนึ่ง ระบุไว้ว่า "ผู้ให้เช่า (จำเลย) สัญญาว่าจะดำเนินการก่อสร้างอาคารให้เสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนกรกฎาคม 2539 แต่หากระยะเวลาการก่อสร้างจะต้องขยายออกไปเนื่องจาก เหตุจำเป็นใด ๆ ของผู้ให้เช่าแล้ว ระยะเวลาที่ขยายออกไปนั้นจะต้องไม่เกิน 6 เดือนนับแต่วันครบกำหนดเวลาก่อสร้างดังกล่าว" และในวรรคสามได้ระบุไว้ว่า "แต่หากผู้ให้เช่า (จำเลย) ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น และไม่สามารถทำสัญญาเช่าช่วงหรือส่งมอบห้องพักอาศัยให้แก่ผู้เช่า (โจทก์) ได้ตามสัญญานี้ อันเนื่องจากความผิดของผู้ให้เช่า ผู้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญานี้ได้?" พอเป็นที่เข้าใจได้ว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องก่อสร้างอาคารพิพาทให้แล้วเสร็จสมบูรณ์อย่างช้าภายในเดือนมกราคม 2540 พร้อมทั้งทำสัญญาเช่าช่วงและส่งมอบห้องพักอาศัยให้แก่โจทก์ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวด้วย มิฉะนั้นโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญา แต่ไม่หมายความว่าจำเลยจะส่งมอบห้องพักอาศัยให้แก่โจทก์หรือทำสัญญาเช่าช่วงกับโจทก์ภายหลังจากครบกำหนดระยะเวลาก่อสร้างอาคารพิพาทแล้วเมื่อใดก็ได้ จำเลยก่อสร้างอาคารพิพาทไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ตามข้อกำหนดในสัญญา ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่าจำเลย ไม่สามารถส่งห้องพักอาศัยแก่โจทก์หรือทำสัญญาเช่าช่วงกับโจทก์ได้ในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ได้ชำระเงินค่าเช่าล่วงหน้างวดที่ 1 จำนวน 34,000 บาท แก่จำเลยเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2537 แต่ศาลล่าง ทั้งสองพิพากษาให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์ในต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับแต่วันที่ 4 มีนาคม 2536 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาข้อนี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาให้จำเลยใช้ดอกเบี้ยแก่โจทก์สำหรับต้นเงิน โจทก์มิได้อุทธรณ์ ปัญหาข้อนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงมิอาจพิพากษาแก้ไขให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน ๑,๖๒๕,๓๕๐.๓๖ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๑๒ ต่อปี แก่โจทก์ ในเงินต้น ๑,๒๓๖,๐๐๐ บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อประมาณกลางปี ๒๕๓๖จำเลยได้เช่าที่ดินโฉนดเลขที่ ๒๒๐ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานพระราชวัง (สำนักงานพระคลังข้างที่) เพื่อก่อสร้างอาคารให้บุคคลอื่นเช่าช่วงโดยใช้ชื่อโครงการว่า(โครงการอาคารพักอาศัย เดอะ แกรนด์ ริเจนท์" ต่อมาวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๓๖ โจทก์ตกลงเช่าช่วงห้องพักในอาคารดังกล่าวกับจำเลยโดยทำสัญญาจองสิทธิการเช่าช่วงห้องหมายเลข เอช ชั้น ๑๘ มีระยะเวลาการเช่าช่วง ๓๐ ปี รวมเป็นเงินค่าเช่าทั้งสิ้น ๔,๐๘๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยตกลงว่าจำเลยจะก่อสร้างอาคารดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๙ และมีข้อตกลงกันอีกว่า หากระยะเวลาก่อสร้างต้องขยายออกไปก็ให้ขยายได้ไม่เกิน ๖ เดือน หากจำเลยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่ขยายให้และไม่สามารถทำสัญญาเช่าช่วงหรือส่งมอบห้องพักแก่โจทก์ได้ตามสัญญานี้ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามสัญญาจองสิทธิการเช่าช่วงเอกสารหมาย จ.๔ โจทก์ได้ผ่อนชำระเงินค่าเช่าล่วงหน้าและค่าติดตั้งโทรศัพท์ ๑ เลขหมาย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๑,๒๓๖,๐๐๐ บาท แก่จำเลยตามใบเสร็จรับเงิน เอกสารหมาย จ.๕ถึง จ.๗ ปรากฏว่าจำเลยไม่สามารถก่อสร้างอาคารพิพาทให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๙ ได้ และโจทก์ได้ขยายระเวลาก่อสร้างให้จำเลยออกไปอีก ๖ เดือน ตามข้อกำหนดในสัญญา แต่เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่ขยายให้ดังกล่าวในเดือนมกราคม ๒๕๔๐ จำเลยก็ยังก่อสร้างอาคารพิพาทไม่แล้วเสร็จสมบูรณ์ ต่อมาวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาตามเอกสารหมาย จ.๘ ส่งไปยังจำเลยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวโดยชอบแล้ว เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ ตามใบตอบรับเอกสารหมาย จ.๙ สำหรับข้อที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕ เพราะโจทก์ไม่เคยไปดูงานก่อสร้างหรือแจ้งให้จำเลยทราบว่า ถ้าจำเลยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จตามสัญญาโจทก์จะบอกเลิกสัญญา ต่อมาโจทก์เห็นว่า มูลค่าของอาคาร ลดลง โจทก์ไม่ประสงค์จะปฏิบัติตามสัญญา จึงบอกเลิกสัญญาแก่จำเลยนั้น ศาลฎีกา เห็นว่า ตามคำให้การจำเลย จำเลยให้การในข้อที่โจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตโดยอ้างว่าโจทก์ไม่ยอมไปทำการจดทะเบียนการเช่าช่วงหลังจากที่จำเลย ก่อสร้างอาคารพิพาทแล้วเสร็จตามสัญญาจึงเป็นคนละเหตุกับที่จำเลยอ้างมาในฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ ถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มาด้วย ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ มีปัญหาข้อกฏหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปอีกว่าการที่จำเลยมิได้ก่อสร้างอาคารพิพาทให้แล้วเสร็จภายในเดือนมกราคม ๒๕๔๐ โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาตามสัญญาจองสิทธิการเช่าช่วงเอกสารหมาย จ.๔ ข้อ ๔ วรรคสาม หรือไม่ ในปัญหาข้อนี้ จำเลยฎีกาว่าตามสัญญาจองสิทธิการเช่าช่วงเอกสารหมาย จ.๔ ข้อ ๔ วรรคสาม ระบุว่า โจทก์จะใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาแก่จำเลย จะต้องประกอบด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ จำเลยก่อสร้างอาคารไม่แล้วเสร็จ ภายในกำหนดระยะเวลาประการหนึ่ง กับจำเลยไม่สามารถส่งมอบห้องพักและทำสัญญาเช่าช่วงให้โจทก์ได้อย่างแน่นอน อีกประการหนึ่ง ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยประเด็นข้อนี้ตามอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้เสียเอง โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลศาลอุทธรณ์วินิจฉัย เห็นว่า ตามสัญญาจองสิทธิการเช่าช่วง เอกสารหมาย จ.๔ ข้อ ๔ วรรคหนึ่ง ระบุไว้ว่า "ผู้ให้เช่า (จำเลย) สัญญาว่าจะดำเนินการก่อสร้างอาคารให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนกรกฏาคม ๒๕๓๙ แต่หากระยะเวลาการก่อสร้างจะต้องขยายออกไปเนื่องจากเหตุจำเป็นใด ๆ ของผู้ให้เช่าแล้ว ระยะเวลาที่ขยายออกไปนั้นต้องไม่เกิน ๖ เดือน นับแต่วันครบกำหนดเวลาก่อสร้างดังกล่าว" และในวรรคสามของสัญญา ข้อเดียวกันนี้ได้ระบุไว้ว่า "แต่หากผู้ให้เช่า (จำเลย) ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างอาคามให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวข้างต้น และไม่สามารถทำสัญญาเช่าช่วงหรือส่งมอบห้องพักอาศัยให้แก่ผู้เช่า (โจทก์) ได้ตามสัญญานี้ อันเนื่องมาจากความผิดของผู้ให้เช่า ผู้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ?(เมื่ออ่าน) สัญญาจองสิทธิการเช่าช่วงเอกสารหมาย จ.๔ ข้อ ๔ วรรคหนึ่งและวรรคสาม ดังกล่าวป
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3505/2543 · ทนอย Thanoy