ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541

ฎีกาที่ 3507/2541

หลักกฎหมาย

ฟ้องโจทก์บรรยายว่า การสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนมิได้ เป็นไปโดยรอบคอบเป็นเหตุให้จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจาก การเป็นลูกจ้างของจำเลย การเลิกจ้างที่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ก่อน เป็นการมิชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเป็น การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมเนื่องจากโจทก์มิได้กระทำผิดตามที่ ถูกกล่าวหาทำให้โจทก์เสียหาย เป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลัก แห่งข้อหาและคำขอบังคับที่ให้จำเลยรับโจทก์เข้าทำงาน ให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ค่าขาดรายได้ประจำเงินโบนัส ส่วนรายละเอียดในการจ้าง การเลิกจ้าง และข้อกล่าวหาที่คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยกล่าวหาว่าโจทก์กระทำความผิด เป็นรายละเอียดที่จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาคำฟ้องของโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสอง ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 แล้ว ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม แม้โจทก์มีส่วนร่วมในความผิดพลาดในการวิเคราะห์ลูกหนี้และการประเมินราคาหลักทรัพย์ และโจทก์ประเมินความสามารถในการชำระหนี้โดยไม่ได้ใช้ความระมัดระวังให้รอบคอบเพียงพอให้สมกับตำแหน่งผู้จัดการสาขาธนาคารจำเลยที่มีหน้าที่ดูแลระมัดระวังผู้ใต้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามระเบียบอย่างเคร่งครัด เป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แต่การกระทำผิดของโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจทำให้จำเลยเสียหาย และการปล่อยสินเชื่อของโจทก์ก็เป็นการแสวงหาประโยชน์ให้แก่จำเลยโดยตรง กรณีจึงถือไม่ได้ว่าการกระทำผิดของโจทก์เป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานเป็นกรณีร้ายแรงแต่ขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นผู้จัดการสาขาธนาคารจำเลย และโจทก์ เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในสาขา มีหน้าที่รับผิดชอบงานทุกอย่างในสาขา การที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องย่อมทำให้จำเลย เสียหายแม้ความเสียหายดังกล่าวจะยังไม่พอที่จะถือว่าทำให้จำเลยเสียหายร้ายแรงก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าการกระทำของโจทก์มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จำเลยจะเลิกจ้างโจทก์ได้ การที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์จึงมิใช่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่จำต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์เพียงแต่บกพร่องต่อหน้าที่ ไม่ควบคุมดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย แต่ไม่ถึงขั้นกรณีที่ร้ายแรง และจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้เตือนเป็นหนังสือก่อน ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้จงใจขัดคำสั่งของจำเลยอันชอบด้วยกฎหมายหรือกระทำผิดในประการอื่นอีก จำเลยที่ 1 จึงต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ตามระเบียบว่าด้วยเงินบำเหน็จของจำเลยกำหนดว่า พนักงาน ที่จำเลยให้ออกหรือไล่ออกเพราะกระทำผิดวินัยอย่างหนึ่ง อย่างใดดังต่อไปนี้ ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จ บำนาญและ เงินพิเศษใด ๆ (1) ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำผิดอาญาโดยเจตนาต่อจำเลย (2) จงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย(3) ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลยและจำเลยได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว (4) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 3 วันทำการติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันควร (5) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง (6) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท (7) ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง(8) มีพฤติการณ์ที่ทำให้ขาดความไว้วางใจ หรือมีมลทินมัวหมอง หากให้ปฏิบัติงานต่อไปจะเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อจำเลย แต่การกระทำของโจทก์เป็นเรื่องที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่บกพร่องและไม่พอที่จะถือว่าทำให้จำเลยเสียหายร้ายแรง จึงไม่เข้ากรณีที่โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยจึงต้องจ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ตามระเบียบ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด เป็นนายจ้างของโจทก์ จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการเขตมีหน้าที่กำกับควบคุมดูแลจัดการสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 1และเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของโจทก์ โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 จนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการสาขาสงขลาจำเลยที่ 2 ได้กลั่นแกล้งโจทก์โดยเสนอให้มีการย้ายโจทก์ไปเป็นพนักงานประจำ สำนักงานเขต 16 อันเป็นการลดตำแหน่งหน้าที่เพื่อบีบบังคับให้โจทก์ลาออก เมื่อโจทก์ไม่ลาออก จำเลยที่ 2ก็กลั่นแกล้งอีกโดยเสนอให้จำเลยที่ 1 สอบสวนทางวินัยโจทก์อ้างว่าโจทก์ไม่กลั่นกรองลูกค้าและจงใจขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาในการอนุมัติสินเชื่อขณะดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาสงขลา โดยจำเลยที่ 2 ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวนด้วย การสอบสวนของคณะกรรมการมิได้เป็นไปโดยรอบคอบจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1มีคำสั่งเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2539 ให้โจทก์ออกจากการเป็นลูกจ้าง ซึ่งเป็นการเลิกจ้างที่มิได้บอกกล่าวล่วงหน้า และเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากโจทก์มิได้กระทำผิดตามที่จำเลยทั้งสองกล่าวหา ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ไม่มีงานทำเพื่อเลี้ยงชีพ หากโจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 อีกต่อไปจะครบกำหนดเกษียณอายุ 60 ปี เป็นเวลา 3 ปี 7 เดือนเศษ ทำให้ขาดรายได้คิดถึงวันครบเกษียณอายุจะขาดรายได้เป็นเงิน 965,700 บาททั้งโจทก์เสียสิทธิที่จะได้เงินบำเหน็จ 665,000 บาท และหากทำงานต่อไปจนอายุ 60 ปี ก็จะได้เงินบำเหน็จเพิ่มอีก 76,000 บาทนอกจากนี้โจทก์ขาดรายได้จากเงินโบนัสซึ่งมีสิทธิได้ปีละ 4 เท่าของเงินเดือน นับแต่ปี 2539 อันเป็นปีที่ถูกเลิกจ้างจนถึงปี 2543 อันเป็นปีครบกำหนดเกษียณอายุ เป็นเงิน 380,000 บาทโจทก์ทำงานกับจำเลยที่ 1 มากว่า 35 ปี เมื่อจำเลยที่ 1เลิกจ้างไม่เป็นธรรม จึงต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 133,200 บาท ทั้งยังต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้าง 2 เดือน เป็นเงิน44,400 บาท การเลิกจ้างดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงที่ 1 รับโจทก์เข้าทำงานในตำแหน่งผู้จัดการสาขาของจำเลยที่ 1 โดยได้รับค่าจ้างและผลตอบแทนไม่ต่ำกว่าเดิมเสมือนไม่มีการเลิกจ้าง และให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างสำหรับช่วงระหว่างที่โจทก์ถูกเลิกจ้างตามจำนวนที่ศาลเห็นสมควรหากไม่สามารถบังคับได้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายในส่วนที่โจทก์ขาดรายได้ประจำเป็นเงิน 965,700 บาท เงินบำเหน็จ741,000 บาท เงินโบนัส 380,000 บาท ค่าชดเชย 133,200 บาทสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 44,400 บาท ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงเกียรติคุณ 10,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 12,264,300 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ถูกเลิกจ้างเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า ขณะที่โจทก์เป็นผู้จัดการสาขาสงขลาได้อนุมัติสินเชื่อเงินกู้ให้ผู้ซื้อที่ดินเปล่าในโครงการจัดสรรที่ดินในจังหวัดสงขลาหลายร้อยราย ส่วนใหญ่ลูกหนี้ดังกล่าวผิดนัดผิดสัญญา จำเลยที่ 1 จึงมอบหมายให้ส่วนวินัยและพนักงานสัมพันธ์ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการอนุมัติสินเชื่อ ได้ความว่าโจทก์และพนักงานผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ปฏิบัติโดยบกพร่องต่อหน้าที่ในการประเมินราคาหลักทรัพย์ การวิเคราะห์ลูกค้าการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายต่อมาจำเลยที่ 1 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยโจทก์และพวกซึ่งประธานกรรมการสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาให้โจทก์ทราบแล้วว่าขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาสงขลา โจทก์ปฏิบัติหน้าที่มิชอบในการอนุมัติสินเชื่อโดยสำรวจและประเมินราคาหลักทรัพย์สูงกว่าความเป็นจริง รายงานข้อมูลเท็จเกี่ยวกับสาธารณูปโภคซึ่งไม่มี แต่โจทก์รายงานว่ามี หรือเป็นเพราะเข้าใจผิดในเรื่องเกี่ยวกับน้ำบาดาลว่า หมายถึงบ่อน้ำบาดาลที่ใช้ระบบโยกตามที่สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทจัดทำขึ้น และไฟฟ้าหมายถึง มีไฟฟ้าผ่านโครงการก็คือมีไฟฟ้าแล้ว ได้อนุมัติสินเชื่อโดยไม่คัดเลือกลูกค้าตามระเบียบ เป็นเหตุให้ได้ลูกค้าคุณภาพต่ำ และจงใจขัดคำสั่งจำเลยที่ 2 ผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับคำสั่งระงับการปล่อยสินเชื่อแก่ลูกค้าเพื่อซื้อที่ดินเปล่าชั่วคราว การกระทำของโจทก์ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับว่าด้วยระเบียบพนักงาน พ.ศ. 2533 ข้อ 24(1)(2)(3)(6)(8) ต่อมาวันที่ 20 สิงหาคม 2539จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ออกจากการเป็นพนักงานโดยไม่จ่ายเงินบำเหน็จ หรือเงินพิเศษใด ๆ รวมทั้งค่าชดเชย เพราะถือว่าเป็นการเลิกจ้างโจทก์ที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ปฏิบัติหน้าที่มิชอบเป็นไปโดยจงใจให้จำเลยที่ 1 เสียหาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินอื่นใดจากจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายฟ้องว่ามีรายละเอียดในการจ้างที่เป็นข้อสำคัญอย่างไรการเลิกจ้างไม่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างไร โจทก์มิได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหาอย่างไร จึงมีข้อ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3507/2541 · ทนอย Thanoy