คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2552
ฎีกาที่ 3512/2552
หลักกฎหมาย
คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่ยืนยันว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรามีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ เพราะเมื่อแตกต่างกับข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวบรรยายฟ้องไว้ ย่อมแสดงว่าคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ต่อศาลในชั้นพิจารณาแตกต่างกับคำให้การชั้นสอบสวนที่ผู้เสียหายที่ 1 เคยให้การไว้ซึ่งพนักงานอัยการใช้เป็นข้อมูลในการบรรยายการกระทำของจำเลยในคำฟ้อง แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายที่ 1 ให้การต่อพนักงานสอบสวนและเบิกความต่อศาลแตกต่างขัดแย้งกันไม่อยู่กับร่องกับรอย ทำให้คำเบิกความของพนักงานสอบสวนและเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 เป็นพิรุธไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้น คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ที่กล่าวอ้างว่า ถูกจำเลยบังคับให้ดื่มสุราสาโทประมาณ 2 แก้ว จนผู้เสียหายที่ 1 หมดสติไม่รู้สึกตัว เมื่อรู้สึกตัวก็รู้ตัวว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ในขณะที่ผู้เสียหายที่ 1 อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้เพราะเมาสุราหมดสติ เป็นการขัดต่อเหตุผล จึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 จริงตามฟ้องหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง หลักเกณฑ์การบรรยายฟ้องความผิดหลายกระทงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นที่เห็นได้ว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องในฟ้องข้อ 1 ก. รวมการกระทำความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจาร และพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารอยู่ในฟ้องข้อเดียวกัน แยกออกจากฟ้องข้อ 1 ข. ฐานข่มขืนกระทำชำเรานั้น โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารและพรากผู้เยาว์เพียงกรรมเดียว หาใช่มุ่งประสงค์ให้ลงโทษจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม ป.อ. มาตรา 91 เหมือนเช่นความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามฟ้องข้อ 1 ข. อีกกระทงหนึ่งไม่ ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเรียงกระทงลงโทษจำเลยฐานพาผู้เสียหายที่ 1 ไปเพื่อการอนาจารตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคแรก กระทงหนึ่ง และฐานพรากผู้เยาว์ตามมาตรา 319 วรรคแรก อีกกระทงหนึ่ง จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอและนอกความประสงค์ของโจทก์ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง และวรรคสี่
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276, 283 ทวิ, 319, 91 จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจาร และข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย ส่วนข้อหาข่มขืนกระทำชำเรายังคงให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ, 319 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารโดยผู้เยาว์เต็มใจไปด้วย จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 4 ปี จำเลยให้การรับสาภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุก 2 ปี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก อีกระทงหนึ่ง จำคุก 6 ปี เรียงกระทงลงโทษในความผิดฐานพาบุคคลอายุเกินสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารและความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปีแต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเพื่อการอนาจารแล้วรวมจำคุก 8 ปี โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 1 ก. ที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพรากและพาผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุ 17 ปีเศษ แต่ยังไม่เกิน 18 ปี ไปเสียจากผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ปกครองและผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร นั้น จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้อง จำเลยมิได้อุทธรณ์ฎีกา ...คดีจึงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า จำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์มีผู้เสียหายที่ 1 เป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า เมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายน 2544 ผู้เสียหายที่ 1 ได้รู้จักกับจำเลย หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ จำเลยขับรถจักรยานยนต์พาผู้เสียหายที่ 1 นั่งซ้อนท้ายไปเที่ยวที่น้ำตกกะเปาะและทะเลคาบาน่า ต่อมาอีก 1 สัปดาห์ จำเลยก็ขับรถจักรยานยนต์ไปรับที่โรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษก พาไปที่บ้านของนายเอกแล้วข่มขืนกระทำชำเราเสร็จแล้วจำเลยพาไปส่งที่ตลาดท่าแซะเพื่อกลับบ้าน และจำเลยได้ข่มขู่ว่า หากไปเล่าให้ปู่และย่าฟังจะทำร้าย หลังจากนั้นจำเลยก็ได้ติดต่อทางโทรศัพท์ไปหาผู้เสียหายที่ 1 อีกประมาณเดือนละครั้ง และพาไปข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านของนายเอกเช่นเดิม ประมาณ 10 ครั้ง เหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 ต้องยอมไปกับจำเลยเพราะกลัวจำเลยจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ปู่และย่าฟังดังที่จำเลยได้ข่มขู่ไว้ ทั้งกลัวว่าจำเลยจะทำร้าย ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2546 จำเลยไปรับผู้เสียหายที่ 1 ที่บริเวณโรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษกแล้วพาไปที่บ้านของนายตุ๋ย ซึ่งในวันนั้นผู้เสียหายที่ 1 สวมกางเกงขาสั้น เสื้อยืดสีขาวและมีเสื้อคลุมสีดำ และใช้เสื้อคลุมหน้าเพราะกลัวบุคคลบริเวณนั้นจะรู้ เมื่อไปถึงบ้านของนายตุ๋ย จำเลยบังคับให้ผู้เสียหายที่ 1 ดื่มสุราสาโทประมาณ 2 แก้ว โดยจำเลยก็ดื่มด้วย หลังจากนั้นผู้เสียหายที่ 1 หมดสติไม่รู้สึกตัว เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาก็รู้ว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราอีก และจำเลยได้บอกให้ทราบว่าได้ถ่ายรูปไว้ด้วย โดยจำเลยบอกว่าจะได้เอาไว้เปิดเผยหากไม่ไปมีเพศสัมพันธ์กับจำเลย ต่อมาวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยไปรับผู้เสียหายที่ 1 ที่โรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษกและพาไปบ้านของนายเอกแล้วข่มขืนกระทำชำเราอีกครั้ง เหตุที่ผู้เสียหายที่ 1 ยอมไปกับจำเลยเพราะกลัวว่าจำเลยจะเอารูปถ่ายเปิดเผย รุ่งขึ้นในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2546 จำเลยได้นัดให้ผู้เสียหายที่ 1 ไปหาอีกแต่ผู้เสียหายที่ 1 ไม่ไปตามนัด จากนั้นจำเลยก็ไม่ได้ติดต่ออีกเพราะเป็นช่วงหยุดภาคเรียน จนกระทั่งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2546 นายบัญชา ซึ่งเป็นลุงผู้เสียหายที่ 1 ได้ทราบเรื่องเกี่ยวกับรูปถ่ายของผู้เสียหายที่ 1 ที่จำเลยถ่ายไว้และนำไปล้างที่ร้านถ่ายรูป จึงสอบถามผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 1 เล่าความจริงให้ฟัง นายบัญชาจึงพาผู้เสียหายที่ 1 ไปแจ้งความดำเนินคดีแก่จำเลย ดังนี้ เห็นว่า แม้ในเหตุการณ์ที่ผู้เสียหายที่ 1 อ้างว่าถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเราที่บ้านนายเอกครั้งแรกเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2544 นั้นผู้เสียหายที่ 1 จะเบิกความในรายละเอียดแห่งการกระทำของจำเลยว่า จำเลยพาผู้เสียหายที่ 1 ไปในห้องนอนแล้วจับผู้เสียหายที่ 1 กอดปล้ำพยายามถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 1 ออก จากนั้นจำเลยถอดเสื้อผ้าของจำเลยแล้วเอาร่างกายทับร่างของผู้เสียหายที่ 1 คือ คร่อมตัวผู้เสียหายที่ 1 ไว้ แล้วเอาอวัยวะเพศสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง