คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2542
ฎีกาที่ 3513/2542
หลักกฎหมาย
จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาระยอง ชักชวนโจทก์ให้เปิดบัญชีเงินฝากประจำที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบ เพื่อเป็นผลงาน โดยนำแบบฟอร์มต่าง ๆ ของธนาคารจำเลยที่ 1 มาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ แล้วดำเนินการนำเงินของโจทก์ไปฝากให้ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์มอบหมายให้จำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนโจทก์ แต่เป็นเรื่องที่โจทก์ให้ความไว้วางใจในฐานะที่จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของธนาคารจำเลยที่ 1 ในการบริการความสะดวกให้แก่โจทก์ตามที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบมอบหมายให้จำเลยที่ 2 ช่วยธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบหาลูกค้าให้ ธนาคารจำเลยที่ 1 ออกสมุดคู่ฝากแทนสมุดคู่ฝากของโจทก์ตามที่จำเลยที่ 2 แจ้งว่าหายให้แก่จำเลยที่ 2 ไป โดยไม่ได้ตรวจสอบหลักฐานการแจ้งความ และหลักฐานดังกล่าวก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แจ้งความด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 แจ้งความไว้ เป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 นำสมุดคู่ฝากที่ออกแทนสมุดที่อ้างว่าหายดังกล่าวไปขอเบิกเงินพร้อมกับขอปิดบัญชีของโจทก์โดยโจทก์ไม่รู้เห็นถือว่าธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่อโดยไม่ใช้ความระมัดระวังด้วยฝีมือเท่าที่เป็นธรรมดาจะต้องใช้และสมควรจะต้องใช้ในกิจการของธนาคารอันเป็นอาชีพของตน แม้ลายมือชื่อของใบถอนจะตรงกับตัวอย่างลายมือชื่อในใบตัวอย่างลายมือชื่อ แต่เมื่อโจทก์มิได้รับเงินจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 และยังถือสมุดคู่ฝากฉบับเดิมซึ่งยังไม่มีหลักฐานการถอนเงินจากจำเลยที่ 1 โจทก์จึงมีสิทธิเรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดคืนเงินฝากดังกล่าวได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจการธนาคาร มีจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างทำหน้าที่รับฝากเงินโดยเปิดบัญชีเงินฝาก ตลอดจนให้บริการฝากเงินหรือถอนเงินจากบัญชีแก่ลูกค้า โจทก์ฝากเงินกับจำเลยที่ 1 ตามคำแนะนำของจำเลยที่ 2 โดยเปิดบัญชีเงินฝากประจำที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาพัทยา เป็นเงิน 2,000,000 บาท ใช้ชื่อบัญชีว่า "แต้ไอ้บุ้ง" เพื่อโอนไปเปิดบัญชีที่สาขาสัตหีบ ซึ่งจะเปิดบริการต่อไปต่อมาโจทก์ต้องการถอนเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยทั้งหมดคืน จำเลยที่ 2 นำใบถอนเงินซึ่งยังไม่ได้กรอกข้อความมาให้โจทก์ลงลายมือชื่อ มอบให้จำเลยที่ 2 ไป ระหว่างจำเลยที่ 2 ยังมิได้ดำเนินการถอนเงิน โจทก์เปลี่ยนใจต้องการฝากต่อไป จำเลยที่ 2แจ้งว่าฉีกใบถอนเงินดังกล่าวทิ้งแล้ว ต่อมาโจทก์ต้องการถอนเงิน จึงไปติดต่อธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบ ซึ่งได้รับโอนเงินฝากของโจทก์มาจากสาขาพัทยาแล้ว ได้รับแจ้งว่ามีการถอนเงินฝากดังกล่าวทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งหมดไป เป็นเงิน 2,116,359.82 บาทปิดบัญชีไปแล้ว การถอนเงินดังกล่าวเนื่องจากการกระทำโดยทุจริตของจำเลยทั้งสองโดยมีบุคคลใช้ชื่อแต้ไอ้บุ้งไปแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า สมุดฝากเงินบัญชีดังกล่าวหาย แล้วจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ลูกจ้าง และจำเลยที่ 2 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ธนาคารจำเลยที่ 1 คนอื่นนำหลักฐานการแจ้งความไปเป็นหลักฐานออกสมุดคู่ฝากใหม่จากนั้นจำเลยที่ 2 นำใบถอนเงินฝากซึ่งโจทก์ลงลายมือชื่อมอบให้ไว้เดิมมาถอนเงินไปทั้งหมดมิได้นำเงินมาให้โจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์ 2,357,276.82 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจจำเลยที่ 2 เป็นการส่วนตัว โดยลงลายมือชื่อในใบถอนเงินโดยไม่ได้กรอกข้อความมอบให้จำเลยที่ 2 ไป ความเสียหายที่ได้รับจึงเกิดจากจำเลยที่ 2 ผิดนัดต่อโจทก์ไม่ดำเนินการในฐานะตัวแทนของโจทก์ จำเลยที่ 2 ทำงานที่ธนาคารจำเลยที่ 1สาขาระยอง ในตำแหน่งผู้ช่วยสมุห์บัญชี ส่วนเหตุที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเกิดที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบ ไม่ใช่สำนักงานประจำของจำเลยที่ 2 ตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด การถอนเงินฝากดังกล่าวพนักงานจำเลยที่ 1สาขาสัตหีบ กระทำการโดยสุจริต ปราศจากความประมาทเลินเล่อ โดยตรวจสอบลายมือชื่อของโจทก์ตามระเบียบวิธีปฏิบัติแล้ว เห็นว่าถูกต้องตรงกับตัวอย่างที่มอบไว้จึงคืนเงินฝากให้ไปจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 2,116,359.82 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 21 เมษายน 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้หากจำเลยคนใดชำระเงินแก่โจทก์เพียงใดแล้ว ให้โจทก์หมดสิทธิที่จะบังคับเอากับจำเลยอีกคนหนึ่งเพียงนั้น จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาในชั้นนี้ตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 หรือไม่ กับจำเลยที่ 1 จะต้องคืนเงินฝากตามฟ้องแก่โจทก์หรือไม่ในปัญหาทั้งสองนี้เห็นควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน โจทก์มีโจทก์และนายมหรรณพ วสะหลายผู้รับมอบอำนาจโจทก์ต่างเบิกความสอดคล้องกันได้ความว่า จำเลยที่ 2 ชักชวนโจทก์ให้เปิดบัญชีเงินฝากประจำที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบ เพื่อเป็นผลงาน แต่เนื่องจากธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบ ยังไม่เปิดทำการ จึงให้เปิดบัญชีเงินฝากที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาพัทยาไว้ก่อน พร้อมกับทำเรื่องขอโอนบัญชีเงินฝากไปยังธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบด้วย โจทก์ตกลงจึงปิดบัญชีเงินฝากประจำที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาระยอง ของโจทก์ จำนวนเงิน 2,000,000 บาท และมอบเงินให้จำเลยที่ 2 นำเงินจำนวนดังกล่าวไปเปิดบัญชีที่ธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาพัทยา จำเลยที่ 2 ได้นำเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.3 ซึ่งเป็นคำขอเปิดบัญชี ในตัวอย่างลายมือชื่อและใบขอโอนเงินฝาก ให้โจทก์ลงลายมือชื่อไว้โดยเอกสารดังกล่าวยังไม่ได้กรอกข้อความ โดยจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบหักล้างพยานโจทก์ในส่วนนี้ จึงรับฟังได้ว่า บัญชีเงินฝากประจำจำนวนเงิน 2,000,000 บาท ที่ฝากไว้กับธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาพัทยา ซึ่งต่อมาได้โอนไปฝากทธนาคารจำเลยที่ 1 สาขาสัตหีบ ตามสำเนา คำขอเปิดบัญชีเอกสารหมาย จ.1 และคำขอเปิดบัญชีเอกสารหมาย ล.1 สำเนาใบตัวอย่างลายมือชื่อเอกสารหมาย จ.2 และใบตัวอย่างลายมือชื่อเอกสารหมาย จ.13 สำเนาใบขอโอนเงินฝากเอกสารหมาย จ.3 และใบขอโอนเงินฝากเอกสารหมาย ล.2 เป็นบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ที่เปิดไว้กับธนาคารจำเลยที่ 1 แม้ทางนำสืบของโจทก์จะไม่ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2ทุจริตโกงเงินโจทก์ตามฟ้องก็ตาม แต่ก็ได้ความจากพยานโจทก์ปากโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 ชักชวนโจทก์เปิดบัญชีฝากเงินประจำที่ธนาคารจำเล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง