คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2554
ฎีกาที่ 3524/2554
หลักกฎหมาย
ที่จำเลยขอให้นำค่าเสียหายที่จำเลยได้รับจากการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างทำของมาหักกลบกับค่าเช่าคลังสินค้านั้น แม้ตามสัญญามีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธิหักเงินค่าเสียหายจากค่าเช่า ค่าแรงงาน และค่ารมยาได้ก็ตาม แต่จำเลยมิได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายมาในคดีนี้ และมิได้นำสืบให้เห็นว่าได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนเท่าใด อีกทั้งโจทก์ก็ยังโต้เถียงว่า การที่ข้าวโพดเสื่อมคุณภาพส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการเก็บรักษาไว้นานเนื่องจากบริษัทที่รับซื้อไม่มารับมอบสินค้าภายในกำหนด ไม่ใช่ความผิดของโจทก์เสียทั้งหมด สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายของจำเลยยังมีข้อต่อสู้อยู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 จึงไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,123,634.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,775,790.90 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 123,461.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2546 ไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 3,391,932.31 บาท รวมกับค่าจ้างกรรมกรที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์จำนวน 123,461.90บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,515,394.21 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับถัดจากวันที่ 30 กันยายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญาเช่าคลังสินค้าของโจทก์เพื่อเก็บข้าวโพดตามสัญญาเช่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเช่าคลังสินค้าและค่ารมยาข้าวโพดขณะเก็บในคลังสินค้าให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่า มีข้อตกลงในสัญญา ข้อ 4. ว่าเป็นหน้าที่ของผู้ให้เช่าคือโจทก์ต้องจัดหาแรงงานกรรมกรขนถ่ายข้าวโพด หาเครื่องชั่งน้ำหนักข้าวโพด และรมยาข้าวโพดที่เก็บในคลังสินค้า โดยผู้เช่าคือจำเลยเป็นผู้ชำระค่าแรงงานและค่ารมยา และสัญญา ข้อ 5. ระบุถึงกรณีเกิดความเสียหายซึ่งผู้ให้เช่าต้องรับผิด ผู้เช่ามีสิทธิหักเงินค่าเสียหายจากเงินค่าเช่า ค่าแรงงาน และค่ารมยาได้ ข้อตกลงข้อที่ 4 และ 5 จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างทำของซ้อนอยู่ในสัญญาเช่าทรัพย์ จำเลยนำสืบยอมรับว่าได้ปฏิบัติตามสัญญาเช่าทรัพย์และได้ขายข้าวโพดที่เก็บในคลังสินค้าโจทก์ให้บริษัทธัญญพรรณสากลการค้า จำกัด โดยกำหนดให้ผู้ซื้อรับมอบข้าวโพดให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2544 แต่ผู้ซื้อรับข้าวโพดไปเพียง 2,000,000 กิโลกรัม ส่วนที่เหลือไม่ยอมรับ เพราะเป็นข้าวโพดคุณภาพต่ำ จำเลยมิได้บอกเลิกสัญญาเช่าคลังสินค้า แต่อ้างว่าเป็นความผิดของโจทก์ที่มิได้ปรับปรุงให้ข้าวโพดมีคุณภาพดีตามสัญญาทำให้สัญญาเช่าคลังสินค้าเป็นอันยกเลิกกันนั้น เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องว่ากล่าวเอากับโจทก์ในเรื่องผิดสัญญาจ้างทำของซึ่งจำเลยก็ให้การขอสงวนสิทธิในการเรียกค่าเสียหายในส่วนนี้ไว้แล้ว ดังนั้นเมื่อครบสัญญาเช่าคลังสินค้าแล้ว จำเลยยังคงเก็บข้าวโพดที่รับจำนำจากเกษตรกรในคลังสินค้าของโจทก์ต่อมาและชำระค่าเช่าให้โจทก์ถึงเดือนตุลาคม 2544 แล้วไม่ชำระอีก จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าเช่าคลังสินค้าให้โจทก์ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2544 ถึงเดือนกันยายน 2546 รวม 23 เดือน เป็นเงิน 2,746,315 บาท จำเลยฎีกาขอให้นำค่าเสียหายที่จำเลยได้รับจากการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างทำของมาหักกลบกับค่าเช่าคลังสินค้า ซึ่งแม้ตามสัญญามีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธิหักเงินค่าเสียหายจากค่าเช่า ค่าแรงงาน และค่ารมยาได้ก็ตาม แต่จำเลยมิได้ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายมาในคดีนี้ และมิได้นำสืบให้เห็นว่าได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนเท่าใดอีกทั้งโจทก์ก็ยังโต้เถียงว่า การที่ข้าวโพดเสื่อมคุณภาพส่วนหนึ่งนั้นเกิดจากการเก็บรักษาไว้นานเนื่องจากบริษัทที่รับซื้อไม่มารับมอบสินค้าภายในกำหนด ไม่ใช่ความผิดของโจทก์เสียทั้งหมด สิทธิเรียกร้องในค่าเสียหายของจำเลยยังมีข้อต่อสู้อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 จึงไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้กันได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างถึงข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ สำหรับค่ารมยาข้าวโพดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 รวม 10 ครั้ง จำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้รมยาข้าวโพดตามสัญญา หากจำเลยจำเป็นจะต้องชำระ จำเลยก็ควรจะชำระถึงวันที่ 11 ตุลาคม 2544 ซึ่งเป็นวันที่บริษัทธัญญพรรณสากลการค้า จำกัด ไม่ยอมรับซื้อข้าวโพดที่เหลือเนื่องจากเสื่อมคุณภาพแล้วนั้น พิเคราะห์ตามเอกสารใบขอเบิกค่ารมยาที่นายไพรัช หัวหน้าหน่วยรับจำนำข้าวโพดประจำอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นผู้จัดทำขอเบิกแทนโจทก์ ปรากฏว่านายไพรัช ทำเรื่องขอเบิกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2544 ถึงเดือนสิงหาคม 2545 หลังจากนั้นไม่ปรากฏหลักฐานการขอเบิกค่ารมยาให้โจทก์อีก เชื่อว่าได้มีการตรวจสอบแล้วว่าโจทก์รมยาข้าวโพดในช่วงระยะเวลาดังกล่าวจริง มิฉะนั้น ก็ไม่มีเหตุผลที่นายไพรัช พนักงานของจำเลยจะจัดทำเอกสารขอเบิกเงินค่ารมยาให้ ส่วนจำเลยมิได้นำสืบให้เห็นว่าโจทก์มิได้รมยาข้าวโพดตามฟ้องอย่างไร ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามพยานหลักฐานโจทก์ว่า จำเลยติดค้างค่ารมยาข้าวโพดตั้งแต่เดือนกุมภา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง