ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2535

ฎีกาที่ 3527/2535

หลักกฎหมาย

คดีก่อนที่โจทก์ที่ 2 ฟ้องจำเลยทั้งสองมีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของ ส. และ น. หรือไม่ กับมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งที่ตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของ ส. และน. หรือไม่ ส่วนคดีนี้ประเด็นข้อพิพาทเป็นเรื่องโจทก์ทั้งสองฟ้องขอแบ่งมรดกของ ส. จากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของส.และน.กับเรียกมรดกของส. คืนจากจำเลยทั้งสองที่รับโอนไปโดยมิชอบคนละประเด็นกับที่ได้วินิจฉัยในคดีก่อน จึงมิใช่เป็นการรื้อฟ้องร้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ล. เป็นพี่สาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับ ส. เจ้ามรดกจึงเป็นทายาทโดยธรรม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629(3) เมื่อ ล.ตายก่อน ส. โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของ ล. จึงมีสิทธิรับมรดกของ ส. แทนที่ ล. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1639 ที่ดินแปลงที่ น. ได้มาระหว่างอยู่กินเป็นสามีภรรยากับ ส.ก่อนจดทะเบียนสมรสกันย่อมมีกรรมสิทธิ์รวมกันคนละส่วน เมื่อ น.ตายก่อน ส. ส่วนที่เป็นของ น. จึงเป็นมรดกตกได้แก่จำเลยที่ 1บิดาของ น. ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม และ ส. คนละกึ่งหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1635(2) ส. จึงมีส่วนกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงดังกล่าว 3 ใน 4 ส่วน เมื่อ ส. และ น. ต่างฝ่ายต่างมีสินเดิม การแบ่งเงินฝากในธนาคารซึ่งเป็นสินสมรสจึงต้องแบ่งกันคนละส่วน ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1625(1) ประกอบมาตรา 1517(เดิม) ส่วนของ น. ย่อมตกได้แก่จำเลยที่ 1 และ ส.คนละกึ่งหนึ่งส. จึงมีส่วนในเงินฝาก3 ใน 4 ส่วน การที่จำเลยที่ 1 ถอนเงินจากธนาคารไปทั้งหมด จำเลยที่ 1 จึงมีหน้าที่ต้องแบ่งเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทของ ส.3 ใน 4 ส่วน.

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 2 มอบอำนาจให้โจทก์ที่ 1ดำเนินคดีนี้แทนเมื่อประมาณปี 2488 นายสด อินทร ได้แต่งงานและอยู่กินฉันสามีภรรยากับนางสำเนียง อินทร โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2517 จึงได้จดทะเบียนสมรสกันก่อนแต่งงานนายสดมีสินเดิมจำพวกเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำมาหากินราคา 61,100 บาท นางสำเนียงมีสินเดิมเป็นกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 6900 ตำบลสามประทวน อำเภอเมืองฉะเชิงเทราจังหวัดฉะเชิงเทรา เฉพาะส่วนของนางสำเนียงเนื้อที่ 13 ไร่86 ตารางวา ราคา 26,000 บาท ระหว่างอยู่กินด้วยกันก่อนจดทะเบียนสมรส ได้ร่วมกันซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีก 1 แปลง โฉนดเลขที่10263 ตำบลบางขวัญ (สามประทวน) อำเภอเมืองฉะเชิงเทราจังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 15 ไร่ 1 งาน 30 ตารางวา ราคา30,600 บาท โดยใส่ชื่อนางสำเนียงถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดแต่เพียงผู้เดียวหลังจากจดทะเบียนสมรสกันแล้ว ได้ร่วมกันทำมาหาได้เกิดสินสมรสหลายรายการมีเงินฝากธนาคาร 45,000 บาท กับทรัพย์สินอื่นรวมแล้วคิดเป็นเงิน 54,877 บาท และสินเดิมส่วนของนายสดได้ขาดหายไปราคา 54,100 บาท นายสดและนางสำเนียงไม่มีบุตรด้วยกัน เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2518 นางสำเนียงถึงแก่ความตายต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างนายสดคู่สมรสและนางสำเนียงเจ้ามรดก โดยนำสินสมรสที่นายสดและนางสำเนียงทำมาหาได้ร่วมกันไปชดใช้แทนสินเดิมของนายสดที่ขาดหายไป 54,100 บาท ยังเหลือสินสมรสอีกจำนวนเท่าใดแบ่งเป็นของนายสดกึ่งหนึ่ง และเป็นของนางสำเนียงกึ่งหนึ่ง ที่ดินโฉนดเลขที่ 10263 เป็นทรัพย์สินที่นายสดและนางสำเนียงทำมาหาได้ร่วมกันก่อนจดทะเบียนสมรส นายสดจึงมีกรรมสิทธิ์อยู่ด้วยกึ่งหนึ่งและนางสำเนียงมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วยกึ่งหนึ่ง สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 6900 เฉพาะส่วนของนางสำเนียงเป็นสินเดิมของนางสำเนียง ทรัพย์สินส่วนที่เป็นของนางสำเนียงทั้งหมด คือสินสมรสส่วนที่เหลือกึ่งหนึ่ง ที่ดินโฉนดเลขที่ 10263กึ่งหนึ่ง และที่ดินโฉนดเลขที่ 6900 เฉพาะส่วนของนางสำเนียงซึ่งเป็นสินเดิมของนางสำเนียง เป็นมรดกตกได้แก่ทายาทของนางสำเนียงคือจำเลยที่ 1 บิดานางสำเนียง และนายสดคู่สมรสคนละกึ่งหนึ่งเมื่อรวมทรัพย์สินส่วนของนายสดและที่นายสดได้รับส่วนแบ่งจากมรดกของนางสำเนียงแล้ว นายสดจะมีทรัพย์สิน คือสินเดิมของนายสดราคา61,100 บาท สินสมรสส่วนที่เหลือ 3 ใน 4 ส่วน ที่ดินโฉนดเลขที่10263 3 ใน 4 ส่วน คิดเป็นเนื้อที่ 11 ไร่ 1 งาน 97 ตารางวาและที่ดินโฉนดเลขที่ 6900 เฉพาะส่วนของนางสำเนียงที่เป็นสินเดิมกึ่งหนึ่ง เนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 43 ตารางวา ทรัพย์มรดกของนางสำเนียงส่วนที่เหลือจากแบ่งให้นายสดแล้วทั้งหมดตกได้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 1 มกราคม 2519 นายสดถึงแก่ความตายทรัพย์สินของนายสดทั้งหมดแยกเป็นมรดกตกได้แก่ทายาทของนายสด คือโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้รับมรดกแทนที่นางลำเจียก จันทร์สว่าง พี่สาวร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายสดและโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกับนายสดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2519 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาของนางสำเนียงได้ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุตรของนายสดและนางสำเนียง ขอให้สั่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสดและนางสำเนียง กับให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปกครองของจำเลยที่ 2 ผู้เยาว์ด้วย ซึ่งเป็นความเท็จ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสดและนางสำเนียง กับให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ปกครองจำเลยที่ 2 ตามขอ ต่อมา โจทก์ที่ 2 ทราบเรื่องได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสดและนางสำเนียง กับให้ส่งทรัพย์มรดกแก่โจทก์ที่ 2 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นบุตรของนายสดและนางสำเนียงแต่จำเลยที่ 1 มีสิทธิขอจัดการมรดกของนางสำเนียง และไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายสดต่อไป ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 166/2520 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 จึงไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกของนายสดและนางสำเนียง ปรากฏว่าเมื่อศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายสดและนางสำเนียง จำเลยที่ 1ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6900 เฉพาะส่วนของนางสำเนียงเป็นของจำเลยที่ 1 และโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10263 ใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยจำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังปรากฏอีกว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 10263 ส่วนที่เป็นมรดกของนายสดได้ค่าเช่าเป็นข้าวเปลือกประมาณปีละ 90 ถัง ตั้งแต่ปี 2519-2521 รวม 3 ปีได้ข้าวเปลือกเป็นค่าเช่า 270 ถัง คิดเป็นเงิน 6,750 บาท ค่าเช่าดังกล่าวนี้เป็นดอกผลอันเกิดจากที่ดินส่วนที่เป็นมรดกของนายสดจำเลยที่ 1 ได้เก็บเอาข้าวเปลือกค่าเช่าไป จึงมีหน้าที่ต้องส่งมอบให้แก่โจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองได้ขอให้จำเลยที่ 1 จัดการแบ่งทรัพย์มรดกของนาย
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3527/2535 · ทนอย Thanoy