คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2556
ฎีกาที่ 353/2556
หลักกฎหมาย
ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี โจทก์จึงต้องฟ้องและได้ตัวผู้กระทำผิดมายังศาลภายใน 15 ปีนับแต่วันกระทำความผิด คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดระหว่างวันที่ 24 ตุลาคม 2537 ถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2537 แม้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2552 ภายในอายุความ 15 ปี นับแต่วันกระทำความผิด แต่การที่ศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ต่อไประหว่างนั้นจะถือว่าได้ตัวจำเลยทั้งสองมาศาล และจำเลยทั้งสองอยู่ในอำนาจศาลไม่ได้ อายุความจึงยังไม่หยุดนับ เมื่อปรากฏว่าขณะที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 18 มกราคม 2553 นั้นเป็นเวลาเกิน 15 ปี นับแต่วันที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง คดีโจทก์สำหรับความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ย่อมขาดอายุความ ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจำเลยทั้งสองยังไม่อยู่ในอำนาจของศาลจนกว่าศาลจะมีคำสั่งประทับรับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณา การที่ศาลหมายแจ้งวันนัดไต่สวนมูลฟ้องให้จำเลยทั้งสองทราบ จำเลยทั้งสองมีสิทธิไม่มาศาลในวันนัดได้ เพราะหมายเรียกดังกล่าวเป็นเพียงแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบวันนัดไต่สวนมูลฟ้องเท่านั้น การที่จำเลยทั้งสองมาฟังการพิจารณาของศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องยังไม่ถือว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในอำนาจศาล ถือไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำผิดมายังศาลตาม ป.อ. มาตรา 95 (2) และจะนำบทบัญญัติทางแพ่งเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงเมื่อฟ้องคดีมาใช้บังคับไม่ได้เพราะ ป.อ. มาตรา 95 บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะแล้ว ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 97 วรรคหนึ่ง เป็นกรณีที่อัยการสูงสุดเป็นผู้ฟ้องคดี หรือประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ฟ้องคดีในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นอัยการสูงสุด แต่กรณีที่โจทก์เป็นผู้ฟ้องคดีเองเช่นนี้ ตามมาตรา 97 วรรคสอง ไม่ได้บัญญัติให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง เมื่อคดีของโจทก์มิใช่คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง กรณีไม่ต้องตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง ศาลจะมีคำสั่งให้ประทับฟ้องโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องก่อนไม่ได้ แม้ความผิดตามที่โจทก์ฟ้องจะเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่การพิจารณาว่าความผิดฐานใดขาดอายุความต้องพิจารณาจากอายุความของความผิดฐานนั้นๆ เป็นหลัก มิใช่พิจารณาจากความผิดที่มีโทษหนักที่สุด
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 149, 154, 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีโจทก์มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และ 154 ประกอบมาตรา 83 ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ขาดอายุความ มีคำสั่งประทับฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 154 ประกอบมาตรา 83 ไว้พิจารณา ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี ซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 บัญญัติว่า "ในคดีอาญา ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดดังต่อไปนี้ นับแต่วันกระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ (1)..( 2 ) สิบห้าปี สำหรับความผิดต้องระวางโทษจำคุกกว่าเจ็ดปีแต่ยังไม่ถึงยี่สิบปี ..." ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงมีอายุความ 15 ปี โจทก์ต้องฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายใน 15 ปี นับแต่วันกระทำความผิด คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดระหว่างวันที่ 24 ตุลาคม 2537 ถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2537 แม้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2552 อันเป็นการฟ้องภายในอายุความสิบห้าปีนับแต่วันกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) กล่าวคือ ฟ้องภายในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 แล้วก็ตาม แต่มาตรา 95 (2) บัญญัติไว้ชัดว่า ต้องฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลแล้ว คดีจึงจะไม่ขาดอายุความ การที่ศาลชั้นต้นต้องทำการไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์ต่อไป ระหว่างนั้นจะถือว่าได้ตัวจำเลยทั้งสองมายังศาลและจำเลยทั้งสองอยู่ในอำนาจศาลแล้วไม่ได้ อายุความจึงยังไม่หยุดนับ เมื่อปรากฏว่าขณะที่ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนมูลฟ้อง ในวันที่ 18 มกราคม 2553 นั้นเป็นเวลาเกินสิบห้าปี นับแต่วันที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดตามฟ้องแล้ว คดีของโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ย่อมขาดอายุความ ที่โจทก์ฎีกาว่า เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ภายในกำหนดอายุความ แม้ศาลจะสั่งให้ไต่สวนมูลฟ้องก่อน แต่เมื่อศาลแจ้งวันนัดไต่สวนมูลฟ้องให้จำเลยทั้งสองทราบและจำเลยทั้งสองได้รับหมายเรียกของศาลภายในกำหนดอายุความ ถือได้ว่าโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองต่อศาลและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดอายุความแล้ว อายุความดังกล่าวย่อมสะดุดหยุดลงนับแต่วันที่จำเลยทั้งสองได้รับหมายเรียก นอกจากนี้ในการไต่สวนมูลฟ้องทุกครั้งจำเลยทั้งสองมาร่วมฟังการพิจารณา โดยมีการแถลงโต้แย้งการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลด้วย กรณีก็ถือว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในอำนาจศาลโดยสมัครใจแล้ว เห็นว่า ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจำเลยทั้งสองยังไม่อยู่ในอำนาจของศาลจนกว่าศาลจะมีคำสั่งประทับรับฟ้องของโจทก์ไว้พิจารณา การที่ศาลมีหมายแจ้งวันนัดไต่สวนมูลฟ้องให้จำเลยทั้งสองทราบ จำเลยทั้งสองมีสิทธิที่จะไม่มาศาลในวันนัดได้เพราะหมายเรียกดังกล่าวเป็นเพียงหมายแจ้งให้จำเลยทั้งสองทราบวันนัดไต่สวนมูลฟ้องเท่านั้น การที่จำเลยทั้งสองได้รับหมายดังกล่าวรวมทั้งการที่จำเลยทั้งสองมาฟังการพิจารณาของศาลในชั้นไต่สวนมูลฟ้องยังไม่ถือว่าจำเลยทั้งสองเข้ามาอยู่ในอำนาจศาลแล้ว กรณีจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ( 2 ) และจะนำบทบัญญัติในทางแพ่งเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงเมื่อฟ้องคดีมาใช้บังคับไม่ได้เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 ได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า การฟ้องคดีนี้เป็นการดำเนินการตามมาตรา 97 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งมาตราดังกล่าว วรรคหนึ่งกำหนดว่าในกรณีที่ข้อกล่าวหาใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติว่ามีความผิดทางอาญา ให้ประธานกรรมการส่งรายงานเอกสารและความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีโดยให้ถือว่ารายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช.เป็นสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง ดังนั้นเมื่อคณะทำงานร่วมของ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุดไม่สามารถหาข้อยุติได้ โจทก์ประสงค์จะยื่นฟ้องคดีตามที่มาตรา 97 วรรคสอง ให้อำนาจไว้ย่อมต้องนำหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่งมาบังคับใช้ด้วย กล่าวคือศาลต้องประทับฟ้องคดีนี้โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง นั้น เห็นว่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง