ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 3534/2546

หลักกฎหมาย

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ได้ชำระเงินค่าจองห้องพักโรงแรมให้จำเลยไปแล้ว ต่อมาโจทก์บอกเลิกการจองห้องพักให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันตามวิธีปฏิบัติของธุรกิจโรงแรมเกี่ยวกับการบอกเลิกการเข้าพักซึ่งจำเลยจะต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ยอมคืนเงินให้ เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 172 วรรคสองแล้ว แม้โจทก์จะไม่ได้กล่าวถึงว่าห้องพักแต่ละห้องราคาเท่าใด ค่าอาหารและค่าจัดเลี้ยงมีราคาเท่าใดก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์หาเคลือบคลุมไม่ โจทก์ทำคำเสนอขอจองห้องพักไปถึงจำเลยเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2534 จำเลยทำคำสนองตอบรับการจองห้องพักในวันเดียวกัน สัญญาจึงเกิดขึ้นในวันที่ 25 ตุลาคม 2534 ไม่ใช่วันที่โจทก์ชำระเงินค่าห้องพักให้จำเลย ส่วนวันที่ 6 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2535เป็นระยะเวลาเข้าพัก แต่ในวันที่สัญญาเกิดโจทก์ไม่ได้ชำระเงินแก่จำเลยเพิ่งจะโอนเงินงวดแรกให้จำเลยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2534 งวดที่สองเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน2534 ส่วนอีกร้อยละ 30 จะชำระภายใน 30 วัน นับแต่วันสิ้นสุดการพัก ดังนั้น เงินที่โจทก์โอนให้แก่จำเลยภายหลังจากวันที่สัญญาจองห้องพักเกิดขึ้นแล้วจึงไม่ใช่มัดจำที่จำเลยจะพึงริบเอาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 378(2) เพราะไม่ใช่เงินหรือสิ่งใดที่โจทก์ให้จำเลยไว้ในวันเข้าทำสัญญา ทั้งไม่ใช่หลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาตามมาตรา 377 หากแต่เป็นเงินที่โจทก์ชำระให้จำเลยเป็นงวด ๆ ตามข้อตกลงในสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกการจองห้องพักซึ่งเป็นการบอกเลิกสัญญาโจทก์และจำเลยต้องกลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามมาตรา 391 วรรคแรก จำเลยต้องคืนเงินดังกล่าวให้โจทก์ โจทก์บอกเลิกการจองห้องพักอันเป็นการใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา โจทก์และจำเลยต้องกลับสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ตั้งแต่วันที่สัญญาเลิกกันเป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคแรก ในเรื่องการคืนเงินอันเกิดจากการเลิกสัญญานี้ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะต้องใช้อายุความ 10 ปี นับแต่วันบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 193/30 จะนำอายุความ 1 ปี เรื่องลาภมิควรได้ตามมาตรา 419 มาใช้บังคับไม่ได้ เพราะขณะจำเลยรับเงินค่าห้องพักเป็นการรับไว้โดยชอบ มิใช่เป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลจะอ้างกฎหมายได้ โจทก์ชำระเงินค่าจองห้องพักให้แก่จำเลย เงินดังกล่าวย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่จำเลยทันทีเพราะเงินเป็นสังกมทรัพย์ เมื่อจำเลยได้รับเงินไว้เกิน 5 ปี แล้ว ต่อมาโจทก์ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาจำเลยมีหน้าที่และความรับผิดเกิดขึ้นใหม่ในอันที่จะต้องคืนค่าห้องพักที่รับไว้ให้แก่โจทก์ แต่ไม่จำต้องคืนเป็นเงินอันเดียวกับเงินที่โจทก์ชำระไว้ คงคืนให้ตามจำนวนที่จะต้องคืน กรณีจึงมิใช่จำเลยครอบครองปรปักษ์เงินค่าห้องพักที่รับไว้ จำเลยจะอ้างมาปัดความรับผิดในการชำระเงินคืนหาได้ไม่

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปลายปี 2534 โจทก์เป็นตัวแทนจัดหาสถานที่สัมมนาให้แก่สควิบบ์ กรุ๊ฟ โดยโจทก์ได้ติดต่อจองห้องพักของจำเลยที่โรงแรมโรแยลคลีฟ บีช รีสอร์ทประเทศไทย ให้ลูกค้าโจทก์กลุ่มดังกล่าวเข้าพัก 350 คน ระหว่างวันที่ 6 มกราคม 2535ถึงวันที่ 12 มกราคม 2535 ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2534 โจทก์ชำระเงินค่าห้องพักให้แก่จำเลย 288,768.26 ฟรังก์ฝรั่งเศส และวันที่ 28 พฤศจิกายน 2534 ชำระอีก488,250 ฟรังก์ฝรั่งเศส รวมเป็นเงินค่าห้องพักที่โจทก์ชำระ 777,018.26 ฟรังก์ฝรั่งเศสคิดเป็นเงินไทย 6,216,146 บาท ครั้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2534 โจทก์มีหนังสือแจ้งยกเลิกการสัมมนาและบอกเลิกการจองห้องพักให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนถึงวันเข้าพักตามวิธีปฏิบัติของธุรกิจโรงแรมเกี่ยวกับการบอกเลิกการเข้าพักโดยโจทก์ยอมให้จำเลยหักค่าเสียหาย 17,500 ฟรังก์ฝรั่งเศส หรือคิดเป็นเงินไทย 140,000บาท คงเหลือเงินที่จำเลยจะต้องคืนโจทก์ 759,518.26 ฟรังก์ฝรั่งเศส หรือคิดเป็นเงินไทยจำนวน 6,076,146 บาท แต่จำเลยไม่คืน ขอคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2534 จนถึงวันฟ้องเป็นเวลา 5 ปี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,044,337.6 ฟรังก์ฝรั่งเศสหรือคิดเป็นเงินไทย 8,354,700.80 บาท ขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 1,044,377.6 ฟรังก์ฝรั่งเศส หรือคิดเป็นเงินไทย 8,354,700.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 759,518.26 ฟรังก์ฝรั่งเศส หรือคิดเป็นเงินไทย 6,076,146 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่า จองห้องพักราคาห้องละเท่าไร เป็นเงินมัดจำเท่าไร จำเลยตกลงตามที่โจทก์ให้หักเงินหรือไม่ จำเลยต้องคืนเงินให้โจทก์โดยอาศัยกฎระเบียบ กฎหมายใดและวิธีปฏิบัติของธุรกิจโรงแรมการบอกเลิกการเข้าพักเป็นอย่างไรจำเลยต้องผูกพันหรือไม่ จำเลยไม่สามารถต่อสู้คดีได้ถูกต้องจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม เงินที่โจทก์ให้ไว้แก่จำเลยเป็นเงินมัดจำมิใช่เงินชำระค่าจองห้องพัก จำเลยจัดเตรียมห้องพักและอาหารให้แก่ลูกค้าโจทก์เรียบร้อยแล้ว และการขายห้องพักให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศต้องติดต่อล่วงหน้า 6 เดือน ถึง 1 ปี การบอกเลิกการจองห้องพักของโจทก์เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายเพราะจำเลยไม่อาจติดต่อนักท่องเที่ยวเข้าพักแทนได้ทัน จำเลยไม่เคยตกลงกับโจทก์ให้บอกเลิกการเข้าพักล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน จำเลยไม่ผูกพันต้องปฏิบัติตามระเบียบวิธีของธุรกิจโรงแรม โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญา จำเลยจึงมีสิทธิริบเงินมัดจำได้ โจทก์ทราบว่ามีสิทธิเรียกร้องตั้งแต่วันที่ 6 มกราคม 2535ถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่าหนึ่งปี ฟ้องโจทก์ขาดอายุความ จำเลยครอบครองเงินดังกล่าวเพื่อตนเองโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 5 ปีแล้ว โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินคืน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,885,433.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2534 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อประมาณปลายปี 2534 โจทก์ติดต่อจองห้องพักโรงแรมโรแยลคลีฟ บีช รีสอร์ท ของจำเลยให้แก่ลูกค้าของโจทก์ชื่อ สควิบบ์ กรุ๊ฟ เข้าพักระหว่างวันที่ 6 มกราคม 2535 ถึงวันที่ 12มกราคม 2535 จำนวน 350 คน โจทก์ชำระค่าจองห้องพักแก่จำเลยในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2534 เป็นเงิน 288,768.26 ฟรังก์ฝรั่งเศส และชำระในวันที่ 28 พฤศจิกายน2534 อีก 488,250 ฟรังก์ฝรั่งเศส รวมเป็นเงินค่าจองห้องพัก 777,018.26 ฟรังก์ฝรั่งเศสครั้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2534 โจทก์บอกเลิกการจองห้องพักให้จำเลยทราบ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ติดต่อจองห้องพักของจำเลยที่โรงแรมโรแยลคลีฟ บีช รีสอร์ท ประเทศไทยเป็นห้องสุพีเรีย 200 ห้อง ห้องสูทเล็กเตียงเดี่ยว 120 ห้อง ห้องสูทใหญ่ 1 ห้อง ซึ่งจะเข้าพักในวันที่ 6 ถึง 10 มกราคม 2535 และจองห้องสุพีเรียต่อไปอีกในวันที่ 10 ถึง 12 มกราคม 2535 จำนวน 80 ห้อง ในจำนวนผู้เข้าพักทั้งหมด 350 คน ต่อมาเมื่อวันที่ 12พฤศจิกายน 2534 โจทก์ชำระเงินเพื่อจองห้องพักให้แก่จำเลย 288,768.26 ฟรังก์ฝรั่งเศสและวันที่ 28 พฤศจิกายน 2534 ชำระอีก 488,250 ฟรังก์ฝรั่งเศส รวมเป็นเงินค่าจองห้องพัก 777,018.26 ฟรังก์ฝรั่งเศส คิดเป็นเงินไทย 6,216,146 บาท ครั้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม2534 โจทก์มีหนังสือยกเลิกการสัมมนาและบอกเลิกการจองห้องพักให้จำเลยทราบล่วงหน้าตามวิธีปฏิบัติของธุรกิจโรงแรมเกี่ยวกับการบอกเลิกการเข้าพัก โดยโจทก์ยอมให้จำเลยหักค่าเสียหาย 17,500 ฟรังก์ฝรั่งเศส คิดเป็นเงินไทย 140,000 บาท คงเหลือเงิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3534/2546 · ทนอย Thanoy