คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 3535/2550
หลักกฎหมาย
สัญญาจำนองที่ดินระหว่างกรมสรรพากรโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นประกันการผ่อนชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างของจำเลยที่ 1 ไม่มีข้อตกลงว่า ถ้าเอาทรัพย์สินซึ่งจำนองออกขายทอดตลาดใช้หนี้ได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่าจำนวนเงินที่ค้างชำระกัน เงินยังขาดจำนวนอยู่เท่าใดจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในเงินนั้น อันเป็นการยกเว้นบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 733 กรณีจึงต้องอยู่ในบังคับแห่งบทบัญญัติของมาตราดังกล่าว คือ หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่ขาด ทั้งมาตรา 733 มิได้มีข้อจำกัดการใช้บังคับเฉพาะกรณีที่ลูกหนี้จำนองทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนภาษีอากรของจำเลยที่ 1 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 และการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากประมาณการกำไรสุทธิตามมาตรา 67 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกแล้วแต่มิได้ส่งมอบบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีเพื่อใช้คำนวณภาษีให้เจ้าพนักงานตามหมายเรียก อ้างว่าบัญชีและเอกสารสูญหาย เจ้าพนักงานของโจทก์จึงทำการตรวจสอบตามเอกสารที่ปรากฏ พบว่า จำเลยที่ 1 มีรายได้จากการขายที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจำนวน 12,000,000 บาท แต่มิได้ยื่นแบบประมาณการกำไรสุทธิตามมาตรา 67 ทวิ เพื่อเสียภาษี เจ้าพนักงานของโจทก์จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 71 (1) ประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ต้องเสียภาษีเป็นเงิน 300,000 บาท เบี้ยปรับ 600,000 บาท เงินเพิ่ม 60,000 บาท รวมเป็นเงิน 960,000 บาท นอกจากนี้ยังตรวจพบว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2539 และมิได้นำส่งบัญชีเอกสารให้เจ้าพนักงานประเมินคำนวณภาษีตามหมายเรียก จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 71 (1) ประเมินภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายได้ก่อนหักรายจ่ายปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ต้องเสียภาษีเป็นเงิน 600,000 บาท เงินเพิ่ม 90,000 บาท รวมเป็นเงิน 690,000 บาท หักเครดิตภาษี 420,000 บาท คงเหลือภาษีที่ต้องชำระ 270,000 บาท และเจ้าพนักงานของโจทก์ตรวจสอบพบว่า จำเลยที่ 1 ขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1 ในเดือนเมษายน 2540 รวม 8 แปลง เป็นเงิน 21,000,000 บาท แต่จำเลยที่ 1 ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะระบุว่าไม่มีรายรับจึงได้ออกหมายเรียกเพื่อตรวจสอบไต่สวนการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนภาษีมกราคม 2540 ถึงพฤศจิกายน 2540 จำเลยที่ 1 ส่งมอบบัญชีให้เจ้าพนักงานของโจทก์เพียง 1 เล่ม คือ สมุดรายการรายรับการขายที่ดินพร้อมกับยอมรับว่ามีการขายที่ดินพร้อมอาคารตามราคาที่ปรากฏในหลักฐานสัญญาของทางราชการในเดือนเมษายน 2540 จำนวน 21,000,000 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์จึงได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 91/15, 91/16, 91/21 (5) (6) ทำการประเมินภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มตามมาตรา 91/21 (5) สำหรับเดือนภาษีเมษายน 2540 เป็นเงินภาษี 630,000 บาท เบี้ยปรับ 630,000 บาท เงินเพิ่ม 94,500 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 135,400 บาท (ที่ถูก 135,450 บาท) รวมเป็นเงิน 1,489,950 บาท เจ้าพนักงานของโจทก์ได้แจ้งการประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีธุรกิจเฉพาะให้จำเลยที่ 1 ทราบ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ขอให้งดหรือลดเบี้ยปรับให้ต่ำสุดของเบี้ยปรับตามกฎหมาย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์วินิจฉัยไม่งดหรือลดเบี้ยปรับสำหรับภาษีเงินได้นิติบุคคลให้จำเลยที่ 1 ส่วนภาษีธุรกิจเฉพาะเห็นควรลดเบี้ยปรับให้คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 30 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย นอกจากจำเลยที่ 1 มีหนี้ภาษีอากรค้างชำระดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 ยังมีหนี้ภาษีธุรกิจเฉพาะเดือนภาษีตุลาคม 2534 ค้างชำระเนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะเพิ่มเติมครั้งที่ 1 แสดงยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายเป็นจำนวนเงิน 12,000,000 บาท ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นเงิน 360,000 บาท เบี้ยปรับ 72,000 บาท เงินเพิ่ม 32,400 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 46,440 บาท รวมเป็นเงิน 510,840 บาท แต่จำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าภาษีพร้อมกับยื่นแบบแสดงรายการเพียง 85,840 บาท คงต้องชำระจำนวน 425,000 บาท จำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภาษีอากรจำนวนดังกล่าว และได้ผ่อนชำระหลายงวดแล้วไม่ชำระอีก ยังค้างชำระจำนวน 240,565 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2542 จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอผ่อนชำระภาษีอากรค้างสำหรับยอดภาษีที่ค้างชำระตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้นิติบุคคล หนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและแบบแสดงรายการภาษีธุรกิจเฉพาะ ภ.ธ.40 ซึ่งได้รับอนุมัติให้ผ่อนชำระได้ ในการทำสัญญาผ่อนชำระของจำเลยที่ 1 ตามคำร้องดังกล่าว จำเลยที่ 2 ได้จำนองที่ดินตามโฉนดเลขที่ 12646, 12649, 12651 ถึง 12675, 12681, 12687 และ 12688 รวม 30 แปลง เพื่อเป็นประกันการผ่อนชำระหนี้ภาษีอากร ภายหลังที่จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาผ่อนชำระ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดโดยผ่อนชำระไม่เป็นไปตามงวดหลายครั้งอันเป็นการไม่ปฏิบัติตามคำร้องที่จำเลยที่ 1 ขอผ่อนชำระต่อโจทก์ โจทก์จึงมีหนังสือแจ้งบอกเลิกการผ่อนชำระไปยังจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 ได้นำเงินค่าภาษีที่ค้างมาชำระเฉพาะค่าภาษีจนหมดคงค้างแต่เบี้ยปรับ เป็นเงิน 719,060 บาท เงินเพิ่ม 778,336.70 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่น 70,735.34 บาท รวมเป็นเงิน 1,568,132.31 บาท โจทก์ได้ติดตามทวงถามจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 ทราบแล้วแต่เพิกเฉย ขอให้บั
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง