ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545

ฎีกาที่ 3540/2545

หลักกฎหมาย

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ไปแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขการลดส่วนอัตราเงินสมทบเกี่ยวกับประโยชน์ทดแทนกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บปวด กรณีทุพพลภาพ กรณีคลอดบุตร และกรณีตาย พ.ศ. 2534 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขอลดส่วนและการพิจารณาหักส่วนลดอัตราเงินสมทบที่รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้างจะต้องส่งเข้ากองทุนประกันสังคมโดยให้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่างสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้างกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคมดังกล่าวได้ระบุเกี่ยวกับหลักเกณฑ์หรือปัจจัยที่ใช้พิจารณาให้คะแนนในเรื่องสวัสดิการกรณีเจ็บป่วย แบ่งเป็น 9 หัวข้อ โจทก์ได้คะแนนรวมเท่ากับ 0 ใน 8 หัวข้อ อีก 1 หัวข้อ คือ ระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลปรากฏว่า ประกาศสำนักงานประกันสังคมมีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้งในกรณีฉุกเฉิน แต่ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษาพยาบาล ส่วนระเบียบของโจทก์ไม่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนครั้งแต่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษาพยาบาลถือได้ว่าสวัสดิการเกี่ยวกับระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลที่โจทก์จัดให้อยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ได้คะแนน0 คิดเป็นคะแนนรวมทั้งสิ้นเท่ากับ 0 จึงต้องถือว่าสวัสดิการที่โจทก์จัดให้พนักงานอยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โจทก์จึงไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบ

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์ ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2511 จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลสังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมจำเลยที่ 2 ในฐานะเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมมีหน้าที่ควบคุมดูแลทั่วไปเดิมโจทก์ได้รับสิทธิลดส่วนอัตราเงินสมทบตามประกาศของคณะกรรมการประกันสังคมในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยในอัตราร้อยละ 0.88 ต่อมาวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์กรอกรายละเอียดแบบขอลดส่วนอัตราเงินสมทบ (ต่อ) หรือขอยกเลิก และโจทก์ได้ส่งหนังสือขอลดส่วนอัตราเงินสมทบในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ต่อมาวันที่ 7 กันยายน 2542 จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้ทราบว่าโจทก์ไม่ได้รับสิทธิลดส่วนอัตราเงินสมทบ โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์ คณะกรรมการอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า ในเรื่องจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน -1 เนื่องจากสวัสดิการของโจทก์พนักงานสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลของทางราชการได้ทุกแห่งโดยไม่จำกัดจำนวนค่ารักษาพยาบาล เว้นแต่ค่าห้องและค่าอาหารเบิกได้เท่ากับที่ทางราชการกำหนด แต่ในกรณีเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนจะได้รับค่ารักษาพยาบาลครึ่งหนึ่งแต่ไม่เกินสมพันบาท ส่วนประโยชน์ทดแทนของจำเลยที่ 1 ผู้ประกันตนเข้ารับบริการทางการแพทย์จากสถานพยาบาลตามสิทธิได้เพียงอย่างเดียว แต่ไม่จำกัดจำนวนเงินค่ารักษาพยาบาล ในเรื่องระยะเวลาที่จ่ายค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน 0 เนื่องจากสวัสดิการของโจทก์ พนักงานสามารถเข้ารับการรักษาจากสถานพยาบาลของทางราชการและสถานพยาบาลเอกชนได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งและจำนวนเงิน แต่ถ้าเป็นกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉินสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ปีละ 2 ครั้ง และกรณีอุบัติเหตุไม่จำกัดจำนวนครั้งแต่เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 72 ชั่วโมง ในเรื่องขอบข่ายการให้ความคุ้มครองได้คะแนน +1 เนื่องจากระเบียบของโจทก์ไม่ได้ระบุกลุ่มโรคของผู้ประกันตนที่ไม่มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์ ในเรื่องการครอบคลุมโรคเรื้อรังได้คะแนน 0 เนื่องจากระเบียบของโจทก์ไม่ได้ระบุกลุ่มโรคเรื้อรังที่ยกเว้นไว้เช่นเดียวกับของจำเลยที่ 1 ในเรื่องการยกเว้นโรคที่เป็นอยู่ก่อนได้คะแนน -1 เนื่องจากระเบียบการสมัครเข้าเป็นพนักงานของโจทก์มีการยกเว้นโรคที่ไม่รับสมัครเข้าทำงานแต่ของจำเลยที่ 1 ไม่มีการยกเว้น ในเรื่องวิธีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน -1 เนื่องจากพนักงานจะต้องทดรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลไปก่อนจึงจะสามารถเบิกคืนได้ ในเรื่องระยะเวลารอการมีสิทธิได้คะแนน +1 เนื่องจากระเบียบของโจทก์ให้ความคุ้มครองทันทีเมื่อได้รับการบรรจุเข้าเป็นพนักงาน ในเรื่องผู้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลได้คะแนน +1 เนื่องจากโจทก์เป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พนักงานทั้งหมด ในเรื่องเงินทดแทนการขาดรายได้ได้คะแนน -1 เนื่องจากระเบียบของโจทก์จ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งน้อยกว่าเงินทดแทนการขาดรายได้ของจำเลยที่ 1 เมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์ การให้คะแนนแล้วได้คะแนนรวมเท่ากับ 0 คือ มีมาตรฐานเท่ากับสำนักงานประกันสังคม จึงถือว่าสวัสดิการที่โจทก์จัดให้แก่พนักงานไม่สูงกว่าประโยชน์ทดแทนของจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่ได้รับลดส่วนอัตราเงินสมทบ คณะกรรมการอุทธรณ์จึงมีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์เห็นว่าการให้คะแนนของคณะกรรมการอุทธรณ์ไม่เป็นธรรม เนื่องจากโจทก์จัดสวัสดิการให้แก่พนักงานในระดับที่สูงกว่าประโยชน์ทดแทนของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ให้สิทธิในการรักษาพยาบาลแก่พนักงานรวมทั้งครอบครัวและหากพนักงานใช้สิทธิทางประกันสังคมแล้วจะทำให้พนักงานรวมทั้งครอบครัวเสียสิทธิในการเบิกจ่ายจากโจทก์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่ รส 0704/1135 ฉบับลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2542 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1/2543 ฉบับลงวันที่ 13 มกราคม 2543 จำเลยทั้งสองให้การว่า เดิมโจทก์ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย แต่ต่อมาในปี 2542 โจทก์ไม่ได้รับการลดส่วนอัตราเงินสมทบอีกต่อไป และจำเลยที่ 1 ได้ขยายประโยชน์ทดแทนในเรื่องเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตรและตาย อีกทั้งตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 55 บัญญัติให้การขอลดส่วนอัตราเงินสมทบและการพิจารณาหักส่วนลดอัตราเงินสมทบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด ซึ่งตามประกาศคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. 2534 ได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการขอลดส่วนและการพิจารณาหักส่วนลดอัตราเงินสมทบที่รัฐบาล นายจ้างและลูกจ้างจะต้องส่งเข้ากองทุนประกันสังคมโดยให้พิจารณาเปรียบเทียบระหว่างสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้างกับประโยชน์ทดแทนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 โดยให้คะแนน 3 ระดับดังนี้ คะแนน 0 หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในระดับเดียวกับประโยชน์ทดแทน คะแนน -1 หมายถึงสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้อยู่ในร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3540/2545 · ทนอย Thanoy