คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 3550/2546
หลักกฎหมาย
พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ไม่จำต้องได้ความชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยดังเช่นในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ เพียงแต่ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงก็เป็นการเพียงพอแล้วที่ศาลจะลงโทษจำเลยโดยอาศัยพยานหลักฐานนั้นเพราะเป็นกรณีที่โจทก์เพียงแต่นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นเค้ามูลเพื่อประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2543 เวลากลางวันจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 300 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้6.725 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 97, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ กับเพิ่มโทษจำเลย จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษแล้วจริงตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2544 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง วางโทษจำคุก 11 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 97 เป็นโทษจำคุก 19 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุก 8 ปี 3 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลางที่เหลือจากการตรวจวิเคราะห์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 67 ให้จำคุก 8 ปี เพิ่มโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 97 จำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 ปีนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยและยึดได้เมทแอมเฟตามีนจำนวน 300 เม็ด เป็นของกลาง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า"ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง" บทบัญญัติดังกล่าวมีความหมายว่า สำหรับความผิดที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพต่อศาลว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องศาลก็ยังต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์ให้เป็นที่พอใจก่อนว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามที่ให้การรับสารภาพจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นหลักประกันเสรีภาพของจำเลยในคดีอาญาที่มีอัตราโทษสูงมิให้ต้องรับโทษหนักหรือเกินกว่าความผิดที่ตนเองกระทำ อย่างไรก็ดี พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยไม่จำต้องได้ความชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยดังเช่นในคดีที่จำเลยให้การปฏิเสธ เพียงแต่ประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยให้เป็นที่พอใจศาลว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงก็เป็นการเพียงพอแล้วที่ศาลจะลงโทษจำเลยโดยอาศัยพยานหลักฐานนั้น เพราะเป็นกรณีที่โจทก์เพียงแต่นำสืบพยานหลักฐานให้เห็นเป็นเค้ามูลเพื่อประกอบคำรับสารภาพของจำเลยเท่านั้น สำหรับคดีนี้แม้โจทก์จะมีจ่าสิบตำรวจอนันต์เกิดพุ่ม เจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอปากท่อเพียงปากเดียวมาเบิกความว่า ขณะที่พยานกับพวกออกตรวจพื้นที่ไปถึงที่เกิดเหตุพบจำเลยขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา เมื่อพบพยานกับพวกจำเลยมีอาการตกใจเป็นพิรุธ พยานจึงเรียกให้จำเลยหยุดรถและขอตรวจค้น ผลการตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 300 เม็ดอยู่ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย เมื่อสอบถามจำเลยรับว่าซื้อเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมาจากหญิงไทยไม่ทราบชื่อที่หมู่บ้านหนองบัวหิ่ง ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรีในราคาเม็ดละ 50 บาท รวมเป็นเงิน 15,000 บาท และกำลังจะนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปจำหน่ายให้แก่ผู้เสพติดภายในหมู่บ้านที่เกิดเหตุในราคาเม็ดละ 70 บาท ซึ่งคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวก็สอดคล้องกับคำรับสารภาพของจำเลยในชั้นสอบสวนตามที่จำเลยได้ให้การต่อพันตำรวจโทสมภพ สังข์กรทอง พนักงานสอบสวนตามเอกสารหมาย จ.4 ทั้งจำเลยก็ยังให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นอีกด้วย จึงเชื่อว่าพยานได้เบิกความตามความจริงประกอบกับเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนมากถึง 300 เม็ดและข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้เสพติดเมทแอมเฟตามีนฉะนั้นจึงเชื่อได้ว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามที่จำเลยให้การรับสารภาพจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาว่า จำเลยเพียงแต่มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง