ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2539

ฎีกาที่ 3551/2539

หลักกฎหมาย

พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา9วรรคสองและวรรคสี่กำหนดให้คณะกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งจากรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพ.ร.ฎ.ทำหน้าที่กำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนและจำนวนเงินค่าทดแทนที่จะให้แก่บุคคลตามมาตรา18โดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา18มาตรา21มาตรา22และมาตรา24เมื่อคณะกรรมการดังกล่าวกำหนดราคาของอสังหาริมทรัพย์หรือจำนวนเงินค่าทดแทนแล้วตามมาตรา25ให้สิทธิแก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ไม่พอใจมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีผู้รักษาการตามพ.ร.ฎ.ได้และมาตรา26ในกรณีที่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนยังไม่พอใจในคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตามมาตรา25ให้มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลได้ดังนั้น"คณะกรรมการปรองดอง"ที่ได้รับแต่งตั้งจากรัฐมนตรีจึงมีหน้าที่เพียงกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนและจำนวนเงินค่าทดแทนเท่านั้นมิใช่ดุลพินิจโดยเด็ดขาดของคณะกรรมการฯรัฐมนตรีหรือศาลซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นผู้พิจารณาอุทธรณ์หรือฟ้องของผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนแล้วแต่กรณีย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาว่าการกำหนดราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนและจำนวนค่าทดแทนของคณะกรรมการฯชอบและเป็นธรรมตามมาตรา18มาตรา21มาตรา22และมาตรา24หรือไม่หากไม่ชอบหรือไม่เป็นธรรมแล้วก็ย่อมมีอำนาจเปลี่ยนแปลงราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนและจำนวนค่าทดแทนที่คณะกรรมการฯกำหนดให้ชอบและเป็นธรรมตามมาตรา18มาตรา21และมาตรา22และมาตรา24โดยกำหนดให้ผู้ที่ถูกเวนคืนได้รับค่าทดแทนเพิ่มขึ้นจากค่าทดแทนที่น้อยกว่าราคาที่เป็นธรรมได้ ในเรื่องดอกเบี้ยนั้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯมาตรา26วรรคสามบัญญัติว่าในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้นและมาตรา11วรรคหนึ่งบัญญัติว่าในกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา10ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครอง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 117998 ตำบลสวนหลวง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานครพร้อมสิ่งปลูกสร้างถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างหรือขยายทางหลวงแผ่นดินโดยให้จำเลยเป็นผู้กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่ดินของโจทก์ทั้งแปลงอยู่ในเขตที่ต้องเวนคืนต่ำเกินไป โจทก์จึงได้ยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์โดยเพิ่มเงินค่าทดแทนให้ แต่จำนวนเงินดังกล่าวต่ำกว่าราคาซื้อขายในท้องตลาดมาก จึงไม่เป็นธรรมต่อโจทก์ เพราะที่ดินโจทก์มีราคาซื้อขายในท้องตลาดตารางวาละ 25,000-30,000 บาทแต่โจทก์ขอค่าทดแทนตารางวาละ 20,000 บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน2,885,625 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินจำนวน 1,620,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยได้กำหนดค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์ถูกต้องเป็นธรรมตามกฎหมาย กล่าวคือ คณะกรรมการปรองดองที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งได้กำหนดราคาเบื้องต้นและจำนวนเงินค่าทดแทนโดยนำหลักฐานต่าง ๆ ตามกฎหมายกำหนดมาประกอบการพิจารณาการกำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์เป็นธรรมและสมควร โจทก์ไม่มีสิทธิที่จะเรียกค่าทดแทนเพิ่มขึ้น รวมทั้งไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยด้วยฟ้องโจทก์ที่โต้แย้งว่า การพิจารณากำหนดเอาตามราคาที่ดินในปี2522 ไม่เป็นธรรมเป็นการโต้แย้งว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดราคาที่ดินเพื่อเป็นค่าทดแทนไม่เป็นธรรม หาใช่เป็นการโต้แย้งว่าการปฎิบัติงานของจำเลยในการกำหนดค่าทดแทนมิได้เป็นไปตามกฎหมายโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มแก่โจทก์ จำนวน 283,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 19 เมษายน 2534) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยกเสีย โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า เฉพาะดอกเบี้ยให้จำเลยชำระตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2522 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 242,746.87 บาทนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาข้อแรกว่า การฟ้องคดีของโจทก์มิใช่เป็นการฟ้องเพื่อให้ศาลกำหนดเงินค่าทดแทน แต่เป็นการฟ้องเพื่อบังคับตามสิทธิเรียกร้องของโจทก์ก่อนฟ้องคดี โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า ค่าทดแทนที่ดินที่จำเลยกำหนด 80,569 บาทตามสำเนาหนังสือแจ้งให้ไปรับเงินค่าทดแทนลงวันที่ 25 ธันวาคม 2532แต่โจทก์ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่จำเลยกำหนด โจทก์จึงยื่นอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเมื่อวันที่21 กุมภาพันธ์ 2533 ขอให้กำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ในราคาตารางวาละ 10,000 บาท เนื้อที่ 81 ตารางวา กระทรวงคมนาคมกำหนดราคาค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ1,500 บาท โจทก์ไม่พอใจผลการพิจารณาอุทธรณ์เพราะไม่เป็นธรรมโจทก์ควรได้รับค่าทดแทนที่ดินในราคาซื้อขายในท้องตลาดตารางวาละ25,000 ถึง 30,000 บาท แต่โจทก์ขอเรียกร้องตารางวาละ 20,000 บาทขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าทดแทนที่ดินพร้อมดอกเบี้ยจำนวน2,885,625 บาท เห็นว่าจำเลยกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ภายหลังจากพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฎิวัติฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2515 (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2530 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มีผลใช้บังคับแล้ว ดังนั้นการดำเนินการในเรื่องค่าทดแทนที่ดินของโจทก์จึงต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฎิวัติ ฉบับที่ 295 ลงวันที่ 28พฤศจิกายน 2515 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2530 มาตรา 7 และมาตรา 9 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา36 ซึ่งตามฟ้องของโจทก์ดังกล่าวโจทก์ได้ดำเนินการขอค่าทดแทนที่ดินเพิ่มตามขั้นตอนของมาตรา 25 และมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530เป็นการฟ้องขอค่าทดแทนที่ดินเพิ่มที่ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้องฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาต่อไปว่า การฟ้องคดีเพื่อให้กำหนดเงินค่าทดแทนในส่วนที่เพิ่มขึ้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 นั้น ศาลไม่มีอำนาจในการพิจารณาวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการปรองดองและเจ้าหน้าที่เวนคืนกำหนดแล้วกำหนดใหม่ เพราะเป็นการฟ้องเพื่อให้ศาลกำหนดเงินเพิ่มจากค่าทดแทนที่เจ้าหน้าที่เวนคืนกำหนดเงินค่าทดแทน และเงินเพิ่มจากค่าทดแทนจึงเป็นคน
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3551/2539 · ทนอย Thanoy