ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541

ฎีกาที่ 3551/2541

หลักกฎหมาย

ส. เป็นกรรมการผู้จัดการโจทก์ และมีอำนาจที่จะมอบอำนาจให้พนักงานของธนาคารโจทก์กระทำการใด ๆตามที่ระบุไว้ในข้อบังคับธนาคารโจทก์ ส. ได้มอบอำนาจให้ ป. รองผู้จัดการมีอำนาจกระทำการบอกกล่าว ทวงถามเรียกเก็บหนี้สิน ฟ้องคดีแพ่ง และต่อสู้คดีทั้งปวงแทนได้และมีอำนาจตั้งตัวแทนช่วงเพื่อกระทำการดังกล่าวได้ และป. ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ อ.และหรือค. ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสาม เมื่อการมอบอำนาจของโจทก์เป็นไปโดยต่อเนื่องไม่ขาดสาย การฟ้องและดำเนินคดีของโจทก์จึงชอบแล้ว คำฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1ได้เปิดบัญชีกระแสรายวันและทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์กับเดินสะพัดทางบัญชีกัน โดยจำเลยที่ 1 จดทะเบียน จำนองทรัพย์สินเป็นประกันหนี้และจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์ นอกจากนี้ยังระบุ ถึงรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและวันที่คิดดอกเบี้ย ในแต่ละอัตราต่าง ๆ และระบุยอดหนี้คิดถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 เป็นเงิน 128,931,527.86 บาท คิดดอกเบี้ย ถึงวันฟ้องเป็นเงิน 12,169,017.73 บาท รวมเป็นหนี้ 141,100,555.59 บาท จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกัน ชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนกว่า จะชำระเสร็จอันเป็นรายละเอียดที่แสดงถึงสภาพแห่งข้อหา ของโจทก์ คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหา โดยแจ้งชัดแล้ว ส่วนรายละเอียดหรือเอกสารเกี่ยวกับการ คิดหนี้ตามบัญชีเดินสะพัดเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความชอบ ที่จะนำสืบพิสูจน์พยานหลักฐานกันในชั้นพิจารณาได้ แม้คำฟ้องโจทก์ไม่ระบุรายละเอียดหรือเอกสารดังกล่าวมา ก็หาทำให้เป็นฟ้องเคลือบคลุมไม่ ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีฉบับสุดท้ายซึ่งเป็นสัญญาที่ใช้ประกอบกับสัญญาบัญชีเดินสะพัดได้ทำขึ้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2527 กำหนดระยะเวลาชำระหนี้คืนแก่โจทก์ภายใน 1 ปี สัญญาจึงย่อมสิ้นสุดลงในวันที่ 2 เมษายน 2528เว้นแต่โจทก์และจำเลยที่ 1 จะได้ตกลงต่อสัญญากันต่อไปแต่ไม่ปรากฏว่ามีการต่อสัญญาแต่อย่างใด อีกทั้งหลังวันที่2 เมษายน 2528 ซึ่งสัญญาสิ้นสุดลง โจทก์ก็ไม่ยินยอม ให้จำเลยเบิกเงินเกินบัญชีหรือเดินสะพัดทางบัญชีกัน อีกต่อไป สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงสิ้นสุดลงในวันดังกล่าว มิใช่สิ้นสุดเมื่อโจทก์ บอกเลิกสัญญาในวันที่ 31 ธันวาคม 2534 โจทก์ย่อมมีสิทธิ คิดดอกเบี้ยจากจำเลยจากยอดหนี้ที่ค้างชำระ ณ วันสิ้นสุดสัญญา โดยไม่ทบต้น หามีสิทธิคิดดอกเบี้ยทบต้นจนถึงวันบอกเลิกสัญญาไม่ โจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและเดินสะพัดทางบัญชีกันตั้งแต่ปี 2522 เป็นหนี้ผูกพันกันตลอดมาจนถึงปี 2527 แล้วตกลงทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกันต่อไปอีก และเดินสะพัดทางบัญชีต่อมาจนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2528 ซึ่งสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้ ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัดไม่มีกฎหมายบัญญัติกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี และตามการ์ดบัญชีเงินฝากกระแสรายวัน ปรากฏว่าจำเลยได้นำเงินเข้าชำระหนี้ตั้งแต่ปี 2527 จนถึงวันที่ 20 ตุลาคม 2533 ชำระครั้งสุดท้ายจำนวน 5,000,000 บาท อันเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1)เมื่อนับอายุความใหม่จนถึงวันฟ้องวันที่ 30 กรกฎาคม 2535ยังไม่เกิน 10 ปี สำหรับสิทธิเรียกร้องในต้นเงินค้างชำระและไม่เกิน 5 ปี สำหรับดอกเบี้ยค้างชำระ ดังนี้ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ดังกล่าวทั้ง 2 กรณีจึงไม่ขาดอายุความ แม้โจทก์จะทำหนังสือมอบอำนาจให้ อ.บอกกล่าวบังคับจำนองหรือไม่ก็ตาม แต่การบอกกล่าวบังคับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728 บังคับให้ทำ เป็นหนังสือเท่านั้น มิได้กำหนดเป็นแบบไว้แต่อย่างใดเมื่อ อ. ได้บอกกล่าวบังคับจำนองในนามของโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวแล้ว แต่ไม่ชำระหนี้และต่อมาโจทก์ได้ฟ้องบังคับจำนอง ถือได้ว่าโจทก์ ได้ให้สัตยาบันการบอกกล่าวบังคับจำนอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 แล้วการบอกกล่าวบังคับจำนองของโจทก์เป็นไปโดยชอบมิได้ตกเป็นโมฆะ ตามสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 3 ยอมรับว่าได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกันทุกฉบับ และข้อความในสัญญาก็ระบุชัดว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3เป็นผู้ค้ำประกัน จึงเป็นการแสดงฐานะของจำเลยที่ 3ไว้อย่างชัดแจ้งแล้วว่าค้ำประกันในฐานะส่วนตัว หาใช่จำเลยที่ 3 อ้างว่าลงลายมือชื่อในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่ อีกทั้งจำเลยที่ 3 ก็ไม่ได้เป็น กรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันจำเลยที่ 1 ด้วย ส่วนเรื่องการบอกกล่าวทวงถามจำเลยที่ 3 นั้น เมื่อโจทก์บอกกล่าวทวงถามจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ผิดนัดแล้วโจทก์ย่อมมีสิทธิ เรียกร้องให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 686 ดังนั้น จำเลยที่ 3 จะได้รับหนังสือบอกกล่าวทวงถามหรือไม่ ก็ไม่ทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากความรับผิด ตามสัญญาค้ำประกัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตกลงค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 ในต้นเงินจำนวน 63,200,000 บาทซึ่งเป็นการค้ำประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชี และยอดหนี้ของจำเลยที่ 1 อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามการนำเงินเข้าและถอนออกในบัญชี ช่วงเวลาใดที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ครบวงเงินค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันก็ต้องร่วมรับผิดเต็มวงเงินค้ำประกัน พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่มีการเบิกถอนเงินเต็มวงเงิน ค้ำประกันเป็นต้นไป แต่หากต่อมาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็น ลูกหนี้ชั้นต้นนำเงินชำระหนี้หักทอนบัญชีจนเป็นหนี้ต่ำกว่าวงเงินค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันย่อมไม่ต้องรับผิด ในหนี้ส่วนที่จำเลยที่ 1 ได้ชำระแล้ว คงรับผิดเท่าวงเงินที่เหลือจนกว่าจะมีการเบิกถอนเงินจนเต็มวงเงินค้ำประกันใหม่ ผู้ค้ำประกันจึงจะรับผิดเต็มตามวงเงินค้ำประกันพร้อมดอกเบี้ย นั้นอีก ผู้ค้ำประกันจะต้องรับผิดเต็มวงเงินค้ำประกัน พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันใด จึงต้องพิจารณาในวันที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เต็มวงเงินค้ำประกันครั้งสุดท้ายเมื่อปรากฏว่าครั้งสุดท้ายที่จำเลยที่ 1 เป็นหนี้โจทก์เต็มวงเงินตามสัญญาค้ำประกันคือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2527ดังนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงต้องเสียดอกเบี้ยทบต้นให้แก่โจทก์ นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2527 เป็นต้นไปแต่สัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1สิ้นสุดลงในวันที่ 2 เมษายน 2528 จำเลยที่ 2 และที่ 3จึงต้องเสียดอกเบี้ยทบต้นให้แก่โจทก์นับแต่วันที่1 พฤศจิกายน 2527 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 2 เมษายน 2528อันเป็นวันสิ้นสุดสัญญาเท่านั้น หลังจากนั้นเสียดอกเบี้ยไม่ทบต้นจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ต้องคิดดอกเบี้ย ในช่วงเวลาดังกล่าวอัตราเดียวกับจำเลยที่ 1และต้องนำเงินฝากในช่วงเวลาดังกล่าวตามรายการในการ์ดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันมาหักทอนบัญชีคำนวณยอดหนี้ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. 2496 มีนายสิทธิชัย ตันติ์พิพัฒน์เป็นกรรมการผู้จัดการตามมติคณะรัฐมนตรีเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์และมอบอำนาจให้ผู้อื่นกระทำการแทนได้ ตามสำเนาข้อบังคับเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2นายสิทธิชัยได้มอบอำนาจให้นายประดับ ธัญญะคุปต์รองผู้จัดการเป็นผู้กระทำการแทนและมอบอำนาจให้ผู้อื่นกระทำการแทนได้ ตามสำเนาเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3นายประดับมอบอำนาจช่วงให้นายอนุสรณ์ ทองสำราญ และหรือนายคนึง ครุธาโรจน์ ฟ้องคดีนี้ตามสำเนาหนังสือมอบอำนาจเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 4 ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 141,100,555.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5ต่อปี ในต้นเงิน 128,931,537.86 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ หากไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้จนครบ จำเลยที่ 1 ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่ได้เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. 2496เพราะไม่มีหลักฐานแสดงไว้นายสิทธิชัย ตันติ์พิพัฒน์ไม่ใช่กรรมการผู้จัดการของโจทก์ ไม่ได้มอบอำนาจให้นายประดับ ธัญญะคุปต์ กระทำการแทนและไม่มีอำนาจตั้งตัวแทนช่วงดังนั้นนายอนุสรณ์ ทองสำราญ และหรือนายคนึง ครุธาโรจน์จึงไม่มีอำนาจฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะในเรื่องจำนวนยอดหนี้ โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1ได้ใช้เช็คเบิกจ่ายเงินไปจำนวนกี่ครั้ง ครั้งละเท่าใดเมื่อใดบ้าง โดยไม่แนบหลักฐานมาแสดง เนื่องจากสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 7 ถึง 25ไม่ใช่หลักฐานแสดงการเป็นหนี้ โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้แล้วกี่ครั้ง ครั้งละเท่าใด รวมเป็นเงินเท่าใด จำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้โจทก์ตั้งแต่เมื่อใดรวมเป็นเงินเท่าใด จำเลยที่ 1 คงค้างชำระหนี้โจทก์ตั้งแต่เมื่อใดเป็นเงินต้นจำนวนเท่าใด และดอกเบี้ยคิดแบบทบต้นหรือไม่ทบต้นตั้งแต่วันไหนถึงวันไหน อีกทั้งดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 31 ธันวาคม2534 จนถึงวันฟ้องโจทก์คิดดอกเบี้ยแบบใดในอัตราร้อยละเท่าใดโดยไม่แสดงการเป็นหนี้และวิธีการคิดยอดหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจำเลยที่ 3 ไม่เคยได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญาให้ชำระหนี้และให้ไถ่ถอนจำนองของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน128,816,837.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยแบบทบต้นในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 30 ธันวาคม 2534 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2534 แต่ดอกเบี้ยเมื่อรวมกับต้นเงินจำนวนดังกล่าวต้องไม่เกินจำนวน 128,931,537.86 บาทตามที่โจทก์ขอ ต่อจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้นในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงินเพียงวันที่ 31 ธันวาคม 2534แต่ไม่เกินจำนวน 128,931,537.86 บาท นับตั้งแต่วันที่1 มกราคม 2535 จนถึงวันที่ 18 มีนาคม 2535 แล้วนำเงินจำนวน 3,434,343.89 บาท หักออกจากยอดหนี้ค้างชำระเพียงวันที่ 18 มีนาคม 2535 กับพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.25 ต่อปี ของต้นเงินที่คงค้างชำระเพียงวันที่ 18 มีนาคม 2535 นับตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม 2535 เป็นต้นไป จนถึงวันฟ้องและพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จหากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์จนครบ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระหนี้จำนวนดังกล่าวกับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 63,200,000 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยแบบทบต้นของต้นเงินจำนวนดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2527 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม2534 ต่อจากนั้นให้คิดดอกเบี้ยแบบไม่ทบต้น โดยให้นำจำนวนเงินฝากตามการ์ดบัญชีเงินฝากกระแสรายวันเอกสารหมาย จ.49ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2527 ถึงวันที่ 19 มีนาคม 2535มาคิดคำนวณยอดหนี้ที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์สำหรับอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 2และที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดให้คิดในอัตราตามเอกสารหมาย จ.46ส่วนดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้คิดในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์และจำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยทั้งสามประการแรกมีว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายอนุสรณ์ทองสำราญ และหรือนายคนึง ครุธาโรจน์ ฟ้องคดีนี้หรือไม่นายคนึง ครุธาโรจน์ พยานโจทก์เบิกความว่าโจทก์มีนายสิทธิชัย ตันติ์พิพัฒน์ เป็นกรรมการผู้จัดการตามเอกสารหมาย จ.1 และนายสิทธิชัย ม
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3551/2541 · ทนอย Thanoy