คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2553
ฎีกาที่ 3558/2553
หลักกฎหมาย
ป.พ.พ. มาตรา 1373 บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยทั้งสอง ที่จำเลยทั้งสองอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 1367 ที่บัญญัติว่า บุคคลใดยึดถือทรัพย์สินโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตน ท่านว่าบุคคลนั้นได้ซึ่งสิทธิครอบครองนั้น มาตรา 1367 เป็นเพียงบทบัญญัติทั่วไป เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดที่ดินซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ซึ่งกฎหมายต้องการให้แสดงออกซึ่งกรรมสิทธิ์ในทางทะเบียนยิ่งกว่าการครอบครองจึงต้องบังคับตามมาตรา 1373 ที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงชอบแล้ว
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยทั้งสองขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและห้ามเกี่ยวข้องอีก กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 30,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งว่า ขอให้ยกฟ้อง และขอให้ศาลพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในส่วนที่จำเลยทั้งสองครอบครองโดยการครอบครองปรปักษ์ ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์แบ่งแยกส่วนที่จำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ออกจากที่ดินแปลงใหญ่และออกโฉนดที่ดินใหม่โดยใส่ชื่อจำเลยทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ห้ามโจทก์เกี่ยวข้อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า นางล้วนไม่ได้ยกที่ดินบางส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 76 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองเป็นเพียงผู้อาศัยและช่วยดูแลเก็บผลประโยชน์ให้นางล้วนและนางสาวบรรจง จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตจากนางล้วนให้อยู่อาศัยในบ้านและช่วยดูแลกิจการโรงภาพยนตร์ของนางล้วนเท่านั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้ยึดถือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเพื่อตน การปรับปรุงโรงภาพยนตร์นั้นจำเลยทั้งสองกระทำไปในฐานะตัวแทนของนางล้วน เมื่อนางล้วนถึงแก่ความตายจำเลยทั้งสองอาศัยอยู่ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทในฐานะผู้อาศัย และโจทก์ได้อนุญาตให้จำเลยทั้งสองอาศัยอยู่และดูแลเก็บผลประโยชน์แทนและช่วยนางสาวบรรจงซึ่งเป็นอัมพาตเก็บผลประโยชน์แทนโจทก์ตลอดมา จำเลยทั้งสองไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ โจทก์กับพวกไม่ได้ปลอมพินัยกรรมของนางล้วน และจำเลยทั้งสองก็ไม่เคยกล่าวอ้างหรือคัดค้านว่าพินัยกรรมของนางล้วนเป็นเอกสารปลอม ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยทั้งสองโดยให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 1 โรงภาพยนตร์และบ้านพักคนงาน ซึ่งอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 76 เลขที่ดิน 17 ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมือง ประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และให้ร่วมกันใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2537 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะออกจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 40,000 บาท แทนโจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นในส่วนที่เกี่ยวกับฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายประเสริฐพันธุ์ ผู้จัดการมรดกของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน และจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้นางสาวปิยะนุช ทายาทของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 76 ตำบลประจวบคีรีขันธ์ อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสิ่งปลูกสร้างได้แก่โรงภาพยนตร์ บ้านพักและห้องแถว ที่อยู่บนที่ดินทั้งหมดเป็นของนางล้วน นางล้วนถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2519 ต่อมานายกัมพลยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางล้วน ตามพินัยกรรม ลงวันที่ 18 กรกฎาคม 2512 และศาลมีคำสั่งตั้งนายกำพลเป็นผู้จัดการมรดกของนางล้วนเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2520 ต่อมาในปี 2529 นายกัมพลในฐานะผู้จัดการมรดกของนางล้วนได้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบุตรบุญธรรมของนางล้วนตามข้อกำหนดในพินัยกรรม จำเลยที่ 1 เป็นหลานของขุนประจวบสมบูรณ์สามีนางล้วน อาศัยอยู่กับนางล้วนตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เมื่อจำเลยที่ 1 สมรสกับจำเลยที่ 2 จึงแยกไปอาศัยและประกอบอาชีพอยู่ที่อื่น ต่อมาจึงได้กลับมาพักอาศัยอยู่กับนางล้วนอีกครั้งหนึ่งและประกอบอาชีพเกี่ยวกับฉายภาพยนตร์ที่โรงภาพยนตร์ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินพิพาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยทั้งสองมีภาระการพิสูจน์ว่า จำเลยทั้งสองมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ชอบหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนไว้ในทะเบียนที่ดิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้มีชื่อในทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทในคดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่โจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน โจทก์ย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวว่าเป็นของโจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสองอ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยทั้งสองที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยทั้งสอง ที่จำเลยทั้งสองอ้างปร
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง