คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2550
ฎีกาที่ 3559/2550
หลักกฎหมาย
โจกท์ร่วมและบิดามารดากับ อ. พี่สาวโจทก์ร่วมได้ตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร้านทองร่วมกัน โดยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น เข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 ประกอบมาตรา 1025 เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนมิได้ตกลงกันไว้ในกระบวนจัดการห้างหุ้นส่วนไว้ ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นได้ทุกคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1033 ดังนั้น โจทก์ร่วมซึ่งเป็นหุ้นส่วนในกิจการร้านทอง ย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้สอบสวนคดีนี้ได้ โดยไม่จำต้องมีหลักฐานการมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมมีอำนาจดำเนินคดีแทนร้านทอง จำเลยกับพวกหลอกลวงโจทก์ร่วมว่าจะรับทองรูปพรรณจากร้านทองของโจทก์ร่วมไปจำหน่ายแก่ลูกค้าซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ โดยขอใบบันทึกรายการขายของร้านทองของโจทก์ร่วมไปให้ลูกค้าชำระเงินค่าทองรูปพรรณให้แก่โจทก์ร่วมด้วยบัตรเครดิต โจทก์ร่วมหลงเชื่อจึงมอบทองรูปพรรณและใบบันทึกรายการขายที่รูดกับเครื่องรูดบัตรของทางร้านซึ่งปรากฏชื่อร้านและหมายเลขสมาชิกของร้านทองแล้วให้จำเลยไป เมื่อจำเลยขายทองรูปพรรณให้แก่ลูกค้าได้แล้ว จำเลยจะได้จัดให้ลูกค้านำบัตรเครดิตของลูกค้ามารูดกับเครื่องรูดบัตรอีกเพื่อให้ปรากฏหมายเลขบัตรของลูกค้า วันหมดอายุบัตร และขออนุมัติวงเงินจากธนาคาร กรอกรายละเอียดวันที่ จำนวนเงินที่ลูกค้าชำระ และให้ลูกค้าลงลายมือชื่อในใบบันทึกรายการขายแล้วจำเลยจะได้ส่งใบบันทึกรายการขายนั้นให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อให้โจกท์ร่วมนำไปขอรับเงินจากธนาคารต่อไป แต่เมื่อหลอกลวงได้ทองรูปพรรณและใบบันทึกรายการขายจากโจทก์ร่วมแล้ว จำเลยกลับใช้บัตรเครดิตปลอมมารูดกับเครื่องรูดบัตรเพื่อลงใบบันทึกรายการขาย แล้วส่งใบบันทึกรายการขายปลอมดังกล่าวมาให้โจทก์ร่วมเพื่อขอรับเอาทองรูปพรรณและใบบันทึกรายการขายไปจากโจทก์ร่วมอีก โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบทองรูปพรรณให้จำเลยรับไปคิดเป็นเงิน 889,400 บาท ซึ่งเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามฟ้อง และจำเลยยังได้ร่วมกับพวกใช้ใบบันทึกรายการขายปลอมเป็นเอกสารประกอบการฉ้อโกงโดยส่งไปให้โจทก์ร่วม เพื่อให้โจทก์ร่วมนำส่งใบบันทึกรายการขายปลอมนั้นไปขอรับเงินจากธนาคาร ก. และธนาคาร ท. แต่ละวันแยกต่างหากจากกันตามที่ปรากฏในใบบันทึกรายการขาย การกระทำของจำเลยกับพวกในส่วนนี้จึงเป็นความผิดฐานใช้มบบันทึกรายการขายซึ่งเป็นเอกสารสิทธิปลอมรวม 24 กระทง ตามฟ้อง การที่จำเลยกับพวกใช้ใบบันทึกรายการขายทั้ง 24 กรรมนั้น จำเลยได้กระทำโดยมีเจตนาเดียวเพื่อฉ้อโกงโจทก์ร่วม บันทึกรายการขายปลอมที่จำเลยกับพวกร่วมกันใช้โดยจัดส่งไปให้โจทก์ร่วมก็เพื่อเป็นอุบายหลอกลวงให้โจทก์ร่วมหลงเชื่อมอบทองรูปพรรณให้จำเลยกับพวกนั่นเอง ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงโจทก์ร่วมที่จำเลยกับพวกกระทำต่อโจทก์ร่วมจึงเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมทั้ง 24 กระทง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 268, 341 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 889,400 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานายปราโมทย์ เขาเหิน ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 268 ประกอบมาตรา 265, 83 ให้เรียงกระทงลงโทษตามกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฉ้อโกง จำคุก 2 ปี กระทงหนึ่ง ร่วมกันปลอม (ที่ถูกปลอมและใช้) เอกสารสิทธิ ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมเป็นรายกระทงไปอีก 24 กระทง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคสอง จำคุกกระทงละ 2 ปี เป็นจำคุก 48 ปี รวมจำคุก 50 ปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดให้กึ่งหนึ่งจำเลยในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน แต่เนื่องจากกรณีความผิดกระทงที่หนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) กำหนดให้ลงโทษจำคุกทั้งสิ้นต้องไม่เกินกำหนดยี่สิบปี จึงลงโทษจำคุกจำเลย 20 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 889,400 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในข้อหาปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่รับกันฟังได้เป็ยยุติในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2539 โจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์และชี้ให้เจ้าพนักงานตำรวจกองปราบปรามแผนก 4 กองกำกับการ 2 จับกุมจำเลย กล่าวหาว่าร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ตามบันทึกจับกุม พร้อมกับมอบใบบันทึกรายการขายของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รวมจำนวน 37 ฉบับ ให้พนักงานสอบสวนเป็นหลักฐาน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยเป็นประการแรกก่อนว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกคดีนี้หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีตัวโจทก์ร่วมเบิกความในปัญหาข้อนี้ว่า โจทก์ร่วมประกอบอาชีพค้าขายทองรูปพรรณโดยเปิดร้านที่บ้านของโจทก์ร่วมใช้ชื่อร้านว่าร้านทองสมสมัย โดยร่วมลงทุนกับบิดามารดาและพี่สาว ซึ่งความข้อนี้แม้โจทก์ร่วมจะเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านยอมรับว่า ร้านทองสมสมัยไม่ได้จดะเบียนเป็นนิติบุคคล มีเพียงทะเบียนการค้าซึ่งจดทะเบียนในนามนายปั้น เขาเหิน บิดาโจทก์ร่วม บัญชีเงินฝากของร้านที่เปิดไว้กับธนาคารต่าง ๆ เปิดในนามของบิดามารดาและเสียภาษีในนามของบิดามารดาก็ตามแต่โจทก์ร่วมก็เบิกความตอบอัยการโจทก์ถามติงยืนยันว่า ร้านทองสมสมัยเป็นของบิดามารดาโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมและพี่สาวเป็นเจ้าของร่วมกันทำธุรกิจแบบกงสีผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนดังกล่าวสามารถใช้จ่ายเงินที่ได้จากการค้าทองได้ทุกคนเป็นการค้าแบบคนจีน อีกทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมยังมีนางสาวอโนมา เขาเหิน พี่สาวโจทก์ร่วมมาเบิกความสนับสนุนคำพยานโจทก์ร่วมดังกล่าวว่า ร้านทองสมสมัยมีเจ้าของเป็นคนในครอบครัวคือบิดามารดา โจทก์ร่วมและพยานเป็นเจ้าของร่วมกัน ซึ่งทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมในปัญหาข้อนี้ จำเลยมิได้นำสืบหักล้างเป็นอย่างอื่น ข้อเท็จจริงจึงฟังได้เป็นยุติตามทางนำสืบของโจทก์และโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมและบิดามารดากับนางสาวอโนมาพี่สาวโจทก์ร่วมได้ตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร้านทองสมสมัยร่วมกันด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น เข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 ประกอบมาตรา 1025 เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนมิได้ตกลงกันไว้ในกระบวนการจัดการห้างหุ้นส่วนไว้ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมจัดการห้างหุ้นส่วนนั้นได้ทุกคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1033 ดังนั้น โจกท์ร่วมซึ่งเป็นหุ้นส่วนในกิจการร้านทองสมสมัยย่อมเป็นผู้เสียหายมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเป็นคดีนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานการมอบอำนาจให้โจทก์ร่วมมีอำนาจดำเนินคดีแทนร้านทองสมสมัยดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยอ้างเหตุในฎีกาว่า ขณะโจทก์ร่วมร้องทุกข์ร้านทองสมสมัยยังไม่ได้ชำระเงินคืนแก่ธนาคารเพราะยังไม่ได้รับหลักฐานการเรียกเงินคืนจากใบบันทึกรายการขายฉบับใดจากธนาคารว่ามีบุคคลใดเป็นเจ้าของบัตรเครดิต และยังระบุไม่ได้ว่าเป็นรายการที่เกิดความเสียหายมาจากข้อกล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำของจำเลยหรือเป็นลูกค้าของร้านทองสมสมัยเองเสียด้วยซ้ำ รวมทั้งยอดความเสียหายก็ยังไม่ทราบเป็นที่แน่นอนนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความเป็นยุติแล้วว่า ในการร้องทุกข์โจทก์ร่วมได้มอบใบบันทึกรายการขายของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) รวมจำนวน 37 ฉบับ ให้พนักงานสอบสวนเป็นหลักฐานด้วย ประกอบกับโจกท์และโจทก์ร่วมยังมีนายศักด
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง