ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565

ฎีกาที่ 3578/2565

หลักกฎหมาย

ตามกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานพนักงานรายเดือนและพนักงานรายวัน ข้อ 9 วินัยในการปฏิบัติงาน ข้อย่อยที่ 18 กำหนดว่า "ห้ามพนักงานทุกคนนํายาเสพติดผิดกฎหมาย.... เข้ามาในบริเวณที่ทำงานหรือโรงงาน และพนักงานทุกคนต้องยินยอมให้บริษัทตรวจหาสารเสพติดได้ตลอดเวลาและทุกกรณีพนักงานที่ฝ่าฝืนหรือไม่ให้ความร่วมมือจะพิจารณาโทษสูงสุดโดยการเลิกจ้าง" เมื่อยาเสพติดให้โทษเป็นสิ่งผิดกฎหมายและเป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมส่วนรวม กฎระเบียบดังกล่าวของจําเลยย่อมมีเจตนารมณ์หรือวัตถุประสงค์ที่จะห้ามมิให้พนักงานทุกคนของจําเลยเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดไม่ว่ากรณีใดๆ มิได้เฉพาะแต่การนําหรือพกพายาเสพติดเข้ามาในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยเท่านั้น แต่รวมถึงการเสพยาเสพติดแล้วเข้ามาปฏิบัติงานในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยด้วย เพื่อป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่จําเลยและผู้ปฏิบัติงานทุกคนในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยด้วย ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์ขณะปฏิบัติหน้าที่ในที่ทำงานหรือโรงงานของจําเลยจึงเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบดังกล่าว ซึ่งจําเลยจะพิจารณาโทษสูงสุดโดยการเลิกจ้างได้ คดีนี้จําเลยสมัครใจเข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระบบสมัครใจ "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐม" ของศูนย์อํานวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครปฐม เพื่อเป็นการบำบัดรักษาฟื้นฟูผู้ป่วยเสพยาเสพติด ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 108/2557 ย่อมถือได้ว่า จําเลยสมัครใจที่จะปฏิบัติตามหรือให้ความร่วมมือกับมาตรการใด ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งในเงื่อนไขของโครงการดังกล่าวด้วย เมื่อจําเลยมีคำสั่งให้โจทก์หยุดงานเพื่อไปดำเนินการบำบัดฟื้นฟูตามโครงการดังกล่าวในค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐมในระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2562 โดยโจทก์ก็ยินยอมเข้ารับการบําบัดฟื้นฟูด้วย ซึ่งในช่วงระยะเวลาที่โจทก์เข้ารับการบําบัดฟื้นฟูดังกล่าว จําเลยก็มิได้ลงโทษหรือเลิกจ้างโจทก์จากการกระทำผิดของโจทก์ดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า จําเลยให้ความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินการบำบัดรักษาฟื้นฟูสมรรถภาพผู้เสพยาเสพติด "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐม" แล้ว จําเลยจึงต้องให้โอกาสแก่โจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปตามที่กำหนดไว้ และถือว่าจําเลยไม่ติดใจจะนํากฎระเบียบดังกล่าว ข้อ 9 ข้อย่อย 18 มาใช้บังคับแก่พนักงานที่ถูกพบสารเสพติดในปัสสาวะในโครงการดังกล่าวรวมถึงโจทก์ด้วย เพื่อให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระบบสมัครใจ การที่จําเลยไม่ให้โจทก์กลับเข้าทำงานต่อไปและเลิกจ้างโจทก์ในวันที่ 18 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่โจทก์ได้รับการบําบัดฟื้นฟูสิ้นสุดลงตามกระบวนการ จําเลยย่อมต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 78,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 13,650 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของค่าชดเชย และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 7 พิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 78,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 7 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลย ตำแหน่งสุดท้ายเป็นพนักงานตรวจสอบคุณภาพสินค้า จำเลยมีนโยบายทำให้โรงงานปลอดยาเสพติดและเป็นโรงงานสีขาว เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2562 ปลัดจังหวัดนครปฐมนำเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบในสถานประกอบการจำเลย เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์และโจทก์เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูในฐานะผู้ป่วยเสพยาเสพติด ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน 2562 โจทก์เข้าพบนายจองศักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทจำเลย เพื่อขอกลับเข้ามาทำงานภายหลังโจทก์เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูเสร็จสิ้นตามกระบวนการแล้ว แต่จำเลยปฏิเสธไม่รับโจทก์เข้าทำงานตามเดิม แล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยไม่ให้โจทก์กลับเข้าทำงานเป็นการเลิกจ้างโจทก์ จำเลยรับทราบถึงการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของโจทก์ และยินยอมให้โจทก์เข้ารับการบำบัดฟื้นฟูในฐานะผู้ป่วยโดยมิได้เลิกจ้างในทันที อันมีลักษณะเป็นการให้โอกาสโจทก์ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นข้อที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรง เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยก่อความเสียหายจากการกระทำผิดดังกล่าว หรือทำให้จำเลยเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องหรือผิดพลาด ในวันเกิดเหตุโจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ปรากฏว่าอยู่ในอาการผิดปกติหรือมึนเมา ดังนั้น ถือไม่ได้ว่าโจทก์ฝ่าฝืนกฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยในกรณีที่ร้ายแรง ไม่เข้ากรณีที่นายจ้างเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) แต่การที่โจทก์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษกระทบต่อความไว้เนื้อเชื่อใจและการทำงานร่วมกับพนักงานอื่น จึงเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และการเลิกจ้างถือว่ามีเหตุผลเพียงพอ ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า การที่นายจ้างอาจเลิกจ้างลูกจ้างโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) ซึ่งเป็นกรณีฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมเป็นกรณีที่ร้ายแรงนั้น ต้องเป็นเรื่องที่นายจ้างมีข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งให้ลูกจ้างปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ลูกจ้างไม่ปฏิบัติตาม กฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลย ข้อ 9. วินัยในการปฏิบัติงาน ข้อย่อย 18. กำหนดห้ามพนักงานทุกคนนำยาเสพติดผิดกฎหมายเข้ามาในบริเวณที่ทำงานหรือโรงงาน ดังนั้น การที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบสารเสพติดในปัสสาวะของโจทก์ยังไม่สามารถถือได้ว่าโจทก์นำยาเสพติดผิดกฎหมายเข้ามาในบริเวณที่ทำงานหรือโรงงานจำเลย อันจะเป็นการฝ่าฝืนกฎระเบียบ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของจำเลย กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในข้ออื่นต่อไป เพราะไม่มีผลทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฏีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงยุติตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันได้ความว่า จำเลยมีนโยบายมุ่งเน้นให้จำเลยเป็นโรงงานสีขาวปลอดจากยาเสพติด จึงแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในระบบสมัครใจ "ค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจังหวัดนครปฐม" รุ่นที่ 3 ของศูนย์อำนวยการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจังหวัดนครปฐม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาดำเนินการตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะของพนักงานจำเลยทุกคน ซึ่งโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายดำเนินการบำบัดผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด โดยหากพนักงานรายใดตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะก็สามารถยินยอมขอเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูกับหน่วยงานฝ่ายปกครองของจังหวัดนครปฐมต่อไปได้ จากนั้นวันที่ 24 เมษายน 2562 ปลัดจังหวัดนครปฐมได้นำเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะของพนักงานในสถานประกอบการของจำเลยตามโครงการดังกล่าว โดยโจทก์สมัครใจเข้าร่วมรับการตรวจหาสารเสพติดในปัส
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2565 · ทนอย Thanoy