ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2541

ฎีกาที่ 358/2541

หลักกฎหมาย

การซื้อพัสดุอุปกรณ์พิพาท จำเลยได้กระทำก่อนสิ้นปีงบประมาณ2530 โดยจำเลยได้ขอเบิกเงินจากโจทก์ กองคลังของโจทก์เห็นว่าเงินงบประมาณในหมวดเงินตอบแทนใช้สอบและวัสดุไม่มีแล้วจึงแนะนำให้จำเลยเบิกจากเงินบำรุงการศึกษา แต่จำเลยไม่กระทำกลับไปให้ผู้ขายแก้ไขใบส่งของและสำเนาใบส่งของเป็นว่า จำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้อพัสดุ 42 ครั้ง ในปีงบประมาณ2531 แล้วจำเลยนำพัสดุจัดซื้อมาดังกล่าวนำไปใช้ในหน่วยราชการของโจทก์ครบถ้วน เมื่อตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณพ.ศ. 2502 มาตรา 23 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ยกเว้นกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23 ตรี ว่าส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจจะจ่ายเงินก่อนหนี้ผูกพันได้แต่เฉพาะตามที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือตามอำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายอื่นและห้ามมิให้จ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันตาม พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมจนกว่าจะได้รับอนุมัติเงินประจำงวดแล้ว ส่วนมาตรา 26บัญญัติให้ข้าราชการหรือลูกจ้างผู้ใดของส่วนราชการ กระทำการก่อหนี้ผูกพันหรือจ่ายเงิน หรือโดยรู้อยู่แล้วยินยอมอนุญาตให้กระทำการดังกล่าวนั้นโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ หรือระเบียบหรือข้อบังคับที่ได้ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้ นอกจากความรับผิดทางอาญาซึ่งอาจได้รับตามกฎหมายอื่นแล้ว ผู้กระทำหรือผู้ยินยอมอนุญาตให้กระทำดังกล่าว จะต้องรับผิดชดใช้จำนวนเงินที่ส่วนราชการได้จ่ายไป หรือต้องผูกพันจะต้องจ่ายตลอดจนค่าสินไหมทดแทนใด ๆ ให้แก่ส่วนราชการนั้น ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 ได้ทำการขออนุมัติจัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์ในคดีนี้โดยชอบด้วยระเบียบของทางราชการโจทก์ในปีงบประมาณ 2530 และโจทก์ได้ใช้ประโยชน์จากพัสดุครุภัณฑ์ที่จำเลยจัดซื้อครบถ้วนแล้ว และการที่จำเลยจัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์ที่พิพาทตามระเบียบ ของโจทก์และเสนอขอเบิกเงินจากกองคลังของโจทก์ในปีงบประมาณ2530 โดยจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่าได้มีการกำหนดงบประมาณไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2530แล้ว และโจทก์ได้รับอนุมัติเงินประจำงวดแล้ว การก่อหนี้ผูกพันของจำเลยจึงเป็นการกระทำโดยชอบ มิได้ฝ่าฝืน พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 23 และมาตรา 26 จำเลยได้จัดซื้อพัสดุครุภัณฑ์ประจำปีงบประมาณ 2530มาใช้ในทางราชการจากร้านค้าต่าง ๆ แต่จำเลยให้ผู้ขายแก้ไขใบส่งของและสำเนาใบส่งของเป็นว่าจำเลยสั่งซื้อพัสดุครุภัณฑ์ในคดีนี้ในปีงบประมาณ 2531 ไม่เป็นการก่อหนี้ผูกพันขึ้นใหม่แต่อย่างใด เพราะหนี้มีอยู่แต่เดิมแล้ว จำเลยกระทำการดังกล่าวก็เพียงเพื่อประสงค์จะขอเบิกเงินจากงบประมาณปี 2531ซึ่งเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502มาตรา 27 แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยก่อหนี้ผูกพันไม่ชอบตามมาตรา 26 เท่านั้น มิได้ฟ้องให้จำเลยรับผิดโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยจ่ายเงินโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502มาตรา 26 เมื่อการกระทำของจำเลยไม่เป็นการก่อหนี้ขึ้นใหม่เพื่อผูกพันงบประมาณปี 2531 และการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณปี 2530 ของจำเลยได้กระทำโดยชอบด้วยระเบียบของทางราชการจำเลยจึงไม่ต้องชดใช้เงินดังกล่าวให้โจทก์ และพัสดุที่จำเลยสั่งซื้อได้นำไปใช้ในส่วนราชการของโจทก์ครบถ้วนแล้วโจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหาย การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นกรมสังกัดกระทรวงศึกษาธิการจำเลยทั้งสองเป็นอาจารย์ประจำวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของโจทก์ ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งสองนอกจากปฏิบัติงานเป็นอาจารย์แล้วยังปฏิบัติงานอื่นที่ได้รับมอบหมายคือ จำเลยที่ 1ปฏิบัติงานในตำแหน่งหัวหน้างานพัสดุ มีหน้าที่จัดซื้อจัดหาพัสดุตลอดจนรวบรวมหลักฐานเสนอผู้อำนวยการซึ่งเป็นหัวหน้าส่วนราชการในการอนุมัติเพื่อเบิกจ่ายด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้างานอาคารสถานที่กับเป็นกรรมการตรวจรับพัสดุ ระหว่างนั้นจำเลยได้จัดซื้อพัสดุอุปกรณ์ประจำปีงบประมาณ 2530 มาใช้ในทางราชการจากร้านค้าต่าง ๆ รวม 42 ครั้ง เป็นเงิน592,360.50 บาท โดยไม่ทำรายงานเสนอต่อผู้อำนวยการเพื่ออนุมัติให้มีการจัดซื้อเสียก่อน ปรากฏว่าในปีงบประมาณ2530 นั้นโจทก์ไม่มีเงินงบประมาณที่จะจ่ายให้ผู้ขายในหนี้ผูกพันที่จำเลยที่ 1 ได้ก่อขึ้นนั้น ต่อมาในช่วงระยะเวลาของปีงบประมาณ 2531 จำเลยที่ 1 จึงนำใบส่งของทั้ง 42 รายการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ผูกพันดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 1 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ไม่มีงบประมาณ ไปทำการแก้ไขให้ผู้ขายออกใบส่งของลงวันที่ในปีงบประมาณ 2531 และจัดทำบันทึกเสนอขออนุมัติจัดซื้อจัดทำใบเสนอราคาของผู้ขาย และจัดทำใบสั่งซื้อใหม่ประกอบใบส่งของที่จำเลยที่ 1 ทำการแก้ไขและให้ผู้ขายจัดทำขึ้นใหม่มาขอเบิกเงินจากโจทก์ในปีงบประมาณ 2531 ทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จัดซื้อในปีงบประมาณ 2531 จึงจ่ายเงิน592,360.50 บาท ให้แก่ผู้ขายดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 ตามวันเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 2 ซึ่งได้ร่วมตรวจรับพัสดุกับจำเลยที่ 1ด้วยรวม 19 รายการ เป็นเงิน 289,154.50 บาท ได้ทำการแก้ไขหลักฐานในการจัดซื้อ โดยจำเลยที่ 2 รู้ว่าพัสดุทั้ง19 รายการนั้น จำเลยที่ 1 จัดซื้อโดยผิดระเบียบ จำเลยที่ 2จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วย และเมื่อระหว่างเกิดเหตุถึงวันที่ 16 ตุลาคม 2533 ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ประมาทเลินเล่อไม่เก็บรักษาพัสดุที่จัดซื้อมาดังกล่าวให้เป็นระเบียบเรียบร้อยปลอดภัยและครบถ้วนถูกต้องตามบัญชีคุม เป็นเหตุให้พัสดุจำนวน 30 รายการ รวมเป็นเงิน 377,305.50 บาท สูญหายไปอันเป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน618,465.55 บาท และให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1จำนวน 306,206.69 บาท กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 592,360.50 บาท และ289,154.50 บาท ตามลำดับ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม นางสุดใจ ประถมด้วงภรรยาของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน592,360.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2533 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาข้อเดียวว่า จำเลยที่ 1ไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินให้โจทก์ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณพ.ศ. 2502 มาตรา 26 ข้อเท็จจริงยุติตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยโดยคู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า การซื้อพัสดุอุปกรณ์พิพาทจำเลยที่ 1 ได้กระทำก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2530 ได้ขอเบิกเงินจากโจทก์ กองคลังโจทก์เห็นว่าเงินงบประมาณในหมวดเงินตอบแทนใช้สอยและวัสดุไม่มีแล้ว ได้แนะนำให้เบิกจากเงินบำรุงการศึกษา แต่จำเลยที่ 1 ไม่กระทำกลับไปให้ผู้ขายแก้ไขใบส่งของสำเนาใบส่งของเป็นว่าจำเลยที่ 1 ได้สั่งซื้อพัสดุ 42 ครั้ง ในปีงบประมาณ 2531 ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงฟังได้ว่า พัสดุที่จำเลยที่ 1จัดซื้อมาในคดีนี้นำไปใช้ในราชการของวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรีซึ่งเป็นหน่วยราชการของโจทก์ครบถ้วน ปรากฏว่าพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2502 มาตรา 23 บัญญัติว่า"ยกเว้นกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 23 ตรี ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจจะจ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันได้แต่เฉพาะตามที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม หรือตามอำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายอื่นและห้ามมิให้จ่ายเงินหรือก่อหนี้ผูกพันตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม จนกว่าจะได้รับอนุมัติเงินประจำงวดแล้ว รายจ่ายมิได้จำนวนและระยะเวลาการจ่ายเงินที่แน่นอนผู้อำนวยการโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะกำหนดให้มีส่วนราชการจ่ายเงินโดยไม่ต้องขออนุมัติเงินประจำงวดก็ได้ เมื่อพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ใช้บังคับแล้วให้สำนักงบประมาณรวบรวมรายการงบประมาณรายจ่าย ซึ่งจะต้องก่อหนี้ผูกพันแล
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 358/2541 · ทนอย Thanoy