ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546

ฎีกาที่ 3585/2546

หลักกฎหมาย

ความผิดที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง กรุงเทพมหานคร และสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทองซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยที่ 2 ถูกจับ จึงมีอำนาจสอบสวนได้โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสาม (ก) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์และศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีได้นั้นต้องถือว่าเป็นการอนุญาตให้โจทก์ร่วมที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าฯ ซึ่งมีโจทก์ร่วมที่ 1 และโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นผู้เสียหายเท่านั้น เพราะโจทก์ร่วมทั้งสองมิได้เป็นผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติอาหารฯ การที่จำเลยที่ 2 มีอาหารปลอมไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่าย โดยที่อาหารดังกล่าวนั้นมีเครื่องหมายการค้าปลอมอยู่ด้วยก็ด้วยเจตนาเดียวว่าประสงค์จำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารปลอม เมื่ออาหารปลอมนั้นมีเครื่องหมายการค้าปลอมอยู่ด้วยและกฎหมายบัญญัติเป็นความผิดไว้ จึงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534มาตรา 108, 110, 115 พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25, 27, 59 ระหว่างพิจารณา บริษัทจิ้วฮวด จำกัด โดยนายสถิตย์ กาญจนวิสิษฐผล กรรมการผู้มีอำนาจ และนายสถิตย์ กาญจนวิสิษฐผล ในฐานะส่วนตัว ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาตโดยเรียกบริษัทจิ้วฮวด จำกัด ว่าโจทก์ร่วมที่ 1 นายสถิตย์ กาญจนวิสิษฐผล ว่าโจทก์ร่วมที่ 2 จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยที่ 2มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25(2), 27, 59 พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 110(1), 108 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานจำหน่ายและมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งอาหารปลอมซึ่งเป็นบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ปรับ 100,000บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ให้ยกฟ้องคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์ร่วมที่ 1 และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงรับฟังได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นผู้ผลิตซอสหอยนางรมตราแม่ครัวภายใต้เครื่องหมายการค้า "ซอสหอยนางรมตราแม่ครัว" ซึ่งมีโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเจ้าของผู้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ก่อนที่จะมีการดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์ร่วมที่ 2 พบซอสหอยนางรมปลอมภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ร่วมที่ 2ที่ร้านประเสริฐชัยซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 97 ถนนมหาราช แขวงพระบรมมหาราชวังเขตพระนคร กรุงเทพมหานคร จำนวน 181 ลัง ได้มีการสอบสวนขยายผลทราบว่า ซอสหอยนางรมปลอมดังกล่าวนั้นได้ซื้อมาจากร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตจึงได้มีการไปค้นโกดังเก็บสินค้าของร้านดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ที่ตรอกโรงน้ำแข็ง ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พบว่ามีซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมจำนวน 227 ลังซึ่งจำเลยที่ 2 แจ้งว่าได้ซื้อมาจากนายธงชัย ร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในนามของบริษัทจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 4เป็นน้องของจำเลยที่ 2 และมีหุ้นอยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ร่วมทั้งสองแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีทั้งกับนายธงชัย แซ่ตั้ง นายวิษณุ แทนคุณ ผู้ที่นำซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมมาเสนอจำหน่าย จำหน่าย และผู้ที่รับไว้จำหน่ายหรือเสนอจำหน่ายคือจำเลยที่ 2 ถึงจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ ในส่วนคดีของนายธงชัยและนายวิษณุได้ให้การรับสารภาพศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศพิพากษายืน คดีถึงที่สุดไปแล้วส่วนจำเลยที่ 1 ถึงจำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ จึงได้แยกมาฟ้องเป็นคดีนี้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประการแรกมีว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอบางบัวทองมีอำนาจสอบสวนคดีนี้หรือไม่ เห็นว่าความผิดที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องเกี่ยวพันกันทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลพระราชวัง กรุงเทพมหานคร และสถานีตำรวจภูธร อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ดังนั้น พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร อำเภอบางบัวทองซึ่งเป็นท้องที่ที่จำเลยที่ 2 ถูกจับ จึงมีอำนาจสอบสวนได้โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (3) และวรรคสาม (ก) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในประการที่สองมีว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางหรือไม่โจทก์มีนายชาญชัย อิ่มสมบูรณ์ นายสมนึก แก้วปู่วัด นายวินัย หมวดสันเทียะ เป็นพยานเบิกความสอดคล้องตรงกันว่าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมสามารถซื้อได้จากร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ต จำเลยที่ 2 ก็เบิกความเจือสมกับคำพยานโจทก์โดยยอมรับว่า เจ้าพนักงานตำรวจพบซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมเก็บอยู่ในโกดังเก็บสินค้าของร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ต ปัญหาว่าจำเลยที่ 2รู้หรือไม่ว่าซอสหอยนางรมตราแม่ครัวที่รับมาจำหน่ายดังกล่าวนั้นเป็นของปลอมหรือไม่โจทก์มีนายชาญชัย อิ่มสมบูรณ์ เป็นพยานเบิกความว่า ภายในโกดังเก็บสินค้านอกจากจะพบซอสหอยนางรมตราแม่ครัวปลอมของกลางแล้วยังพบสินค้าอื่นที่หมดอายุแล้วเช่น นม ส่วนสินค้าอื่นที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่ปรากฏอยู่ในโกดัง นอกจากนี้ยังระบุว่าได้ตรวจค้นสินค้าในร้านเทียมเจริญซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วปรากฏว่า ซอสหอยนางรมตราแม่ครัวที่วางในร้านเป็นของจริงไม่มีของปลอมปนมาเลย และมีนายสมนึก แก้วปู่วัดเบิก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3585/2546 · ทนอย Thanoy