คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2549
ฎีกาที่ 3590/2549
หลักกฎหมาย
โจทก์จำเป็นต้องมีที่ดินไว้ใช้เป็นที่ตั้งโรงงานผลิตสินค้าจำหน่ายไม่ใช่มีไว้เพื่อขาย ประกอบกับโจทก์ต้องโอนที่ดินแก่กรมทางหลวงเนื่องจากอยู่ในบริเวณที่ที่จะต้องถูกเวนคืนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ซึ่งหากโจทก์ไม่ตกลงกับเจ้าหน้าที่ก็ต้องถูกเวนคืน ดังนั้น การที่โจทก์ยอมตกลงโอนที่ดินนั้นแก่กรมทางหลวงจึงเกิดจากสภาพบังคับดังกล่าว ไม่ใช่การโอนโดยเจตนาหรือเพื่อประโยชน์ในกิจการของโจทก์ จึงไม่เป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นทางค้าหรือหากำไรที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตาม ป.รัษฎากร มาตรา 91/2 (6) โจทก์บรรยายฟ้องว่า ในส่วนเงินค่าทดแทนสำหรับสิ่งปลูกสร้างและเงินค่าทดแทนสำหรับต้นไม้นั้น เป็นเงินชดเชยความเสียหายและการขาดประโยชน์จากการที่โจทก์ไม่ได้ใช้ทรัพย์สินอีกต่อไป ไม่ใช่ค่าโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ การประเมินให้โจทก์เสียภาษีจากรายรับเงินค่าทดแทนดังกล่าวเป็นการไม่ชอบและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ก็ไม่ชอบด้วย จำเลยให้การว่าการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ชอบแล้ว ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงมีประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับเงินค่าทดแทนสำหรับสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ด้วย การที่ศาลภาษีอากรกลางวินิจฉัยว่า การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเงินค่าทดแทนสำหรับสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้เป็นการประเมินที่ไม่ชอบและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนนี้ก็ไม่ชอบ จึงเป็นการวินิจฉัยไปตามประเด็นที่กำหนดไว้มิได้นอกฟ้องนอกประเด็น
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2542 โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะ (ภ.ธ. 73.1) จากเจ้าพนักงานประเมินสรรพากรจังหวัดสระบุรีของจำเลยเลขที่ 4190010/6/100092 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2542 แจ้งว่า จากผลการตรวจสอบภาษีธุรกิจเฉพาะของเจ้าพนักงานจำเลยในเดือนกรกฎาคม 2542 ปรากฏว่าโจทก์ได้ขายอสังหาริมทรัพย์และมีรายรับจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์มีไว้ในการประกอบกิจการเป็นเงิน 96,902,067 บาท แต่มิได้ยื่นแบบนำส่งภาษีธุรกิจเฉพาะ จึงต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะอัตราร้อยละ 3 จำนวน 2,907,062.01 บาท เบี้ยปรับ 2 เท่า จำนวน 5,814,124.02 บาท เงินเพิ่มคำนวณถึงวันที่ 15 มกราคม 2543 จำนวน 218,029.65 บาท และภาษีส่วนท้องถิ่นเป็นเงิน 893,921.56 บาท รวมภาษีที่ต้องชำระเป็นเงินทั้งสิ้น 9,833,137 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2538 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 สายกรุงเทพฯ - เชียงราย ตอนเลี่ยงเมืองสระบุรีด้านตะวันออก พ.ศ.2538 ที่ดินของโจทก์อยู่ในแนวเขตที่จะต้องเวนคืนคิดเป็นเนื้อที่ 31 ไร่ 20 ตารางวา โดยโจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนจากกรมทางหลวงสำหรับที่ดิน 27,965,450 บาท ต้นไม้ 355,485 บาท และสิ่งปลูกสร้าง 68,581,132 บาท รวมทั้งสิ้น 96,902,067 บาท ไม่เพียงพอแก่ความเสียหายที่โจทก์ได้รับ โจทก์เห็นว่าการโอนทรัพย์สินของโจทก์เกิดจากการเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นการบังคับที่โจทก์จำต้องปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 สายกรุงเทพฯ - เชียงราย ตอนเลี่ยงเมืองสระบุรีด้านตะวันออก พ.ศ.2538 ดังนั้น การโอนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เพราะถูกเวนคืนจึงไม่ใช่เป็นการขายตามปกติวิสัยการค้าอันมีเจตนารมณ์เพื่อแสวงหาผลกำไรซึ่งต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) แห่งประมวลรัษฎากรและพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 มาตรา 4 (5) คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาคำอุทธรณ์ของโจทก์แล้ววินิจฉัยว่า การประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะดังกล่าวของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมายแล้ว กรณีมีเหตุอันควรผ่อนผัน จึงพิจารณางดเบี้ยปรับตามการประเมินเสียทั้งสิ้น สำหรับเงินเพิ่มกฎหมายกำหนดไว้แน่นอน ไม่มีข้อยกเว้นให้งดหรือลด จึงไม่งดหรือลดให้ ให้โจทก์นำเงินค่าภาษี เงินเพิ่มและภาษีส่วนท้องถิ่นไปชำระ ณ สำนักงานสรรพากรอำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี เป็นเงิน 3,437,600 บาท พร้อมทั้งเงินเพิ่มตามกฎหมาย โจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2544 โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จึงฟ้องคดีนี้เพื่อเป็นการใช้สิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คือ โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินเพียง 27,965,450 บาท เท่านั้น นอกจากนั้น โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนสำหรับต้นไม้ 355,485 บาท และเงินค่าทดแทนสำหรับสิ่งปลูกสร้างที่รื้อถอนได้ 68,581,132 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนสำหรับต้นไม้และสิ่งปลูกสร้างที่รื้อถอนได้ทั้งสิ้น 68,936,617 บาท โจทก์เห็นว่าการโอนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เกิดจากการเวนคืนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 ซึ่งเป็นการบังคับโอนที่โจทก์จำต้องปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 สายกรุงเทพฯ - เชียงราย ตอนเลี่ยงเมืองสระบุรีด้านตะวันออก พ.ศ.2538 หากไม่ปฏิบัติตามต้องได้รับโทษทางอาญา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 35 ดังนั้นการโอนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์เพราะถูกเวนคืนดังกล่าวไม่ใช่เป็นการขายตามปกติวิสัยทางการค้า อันมีเจตนาเพื่อแสวงหาผลกำไรซึ่งต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะตามมาตรา 91/2 (6) เมื่อการโอนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์คดีนี้ไม่เข้าลักษณะการขายเสียแล้ว กรณีของโจทก์จึงไม่ใช่การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไรตามมาตรา 91/2 (6) ซึ่งย่อมไม่เข้าลักษณะเป็นการขายอสังหาริมทรัพย์ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 มาตรา 4 (5) ดังกล่าวด้วย แต่เข้าลักษณะเป็นการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์ครอบครองเกิน 5 ปี นับแต่วันที่ได้มา (โจทก์ซื้อที่ดิน 2 แปลงดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2511) โดยการโอนเกิดจากการถูกเวนคืนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 จึงไม่เข้าลักษณะใด ๆ ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร (ฉบับที่ 342) พ.ศ.2541 กรณีของโจทก์เป็นกา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง