ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 3597/2543

หลักกฎหมาย

พยานหลักฐานของโจทก์ยังฟังได้ไม่แน่ชัดว่าจำเลยรู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินของรัฐซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะหรือไม่ เมื่อจำเลยเข้าครอบครอง ที่ดินพิพาทโดยสุจริต เข้าใจว่าตนเองมีสิทธิจะทำได้ จำเลยจึงขาดเจตนา ในการกระทำความผิดฐานบุกรุกที่ดินของรัฐ พ. รองอธิบดีกรมป่าไม้ ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมป่าไม้ทำขึ้นสำเนาเอกสารที่ พ. ซึ่งเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ในภายหลังได้ส่งมาตามหมายเรียกของศาล โดยมีนักวิชาการป่าไม้ 6 กองอุทยานแห่งชาติรับรองสำเนาถูกต้องจึงอ้างเป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 238 วรรคสอง แม้ พ. มิได้มาเบิกความก็ตาม จำเลยเชื่อโดยสุจริตว่า พ. ซึ่งเป็นรองอธิบดีกรมป่าไม้ขณะนั้นมีอำนาจโดยชอบในการที่จะอนุญาตให้สร้างบังกะโลบนเกาะเสม็ดได้จำเลยจึงเข้าใจโดยสุจริตว่าตนเองมีสิทธิจะทำได้ตามที่ได้รับอนุญาตจำเลยจึงไม่มีเจตนากระทำผิดฐานยึดถือครอบครองที่ดินภายในเขตอุทยานแห่งชาติตามฟ้อง ข้อเท็จจริงที่ได้จากการที่จำเลยตอบคำถามค้านของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าโจทก์นำสืบถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว เพราะในการพิจารณา คดีอาญาโจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิด

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ เดือนและปีใดไม่ปรากฏชัด จนถึงวันที่ 1ตุลาคม 2524 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกันจำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินส่วนหนึ่งบริเวณอ่าววงเดือนบนเกาะเสม็ดซึ่งมีสภาพเป็นบริเวณที่เขาอันเป็นที่ดินของรัฐใช้เป็นที่ตั้งประภาคารกับที่พักเจ้าพนักงานผู้รักษาประภาคารเพื่อประโยชน์ของแผ่นดินในทางราชการกองทัพเรือโดยเฉพาะซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนดให้เป็นเขตหวงห้ามโดยจำเลยทำการก่อสร้าง แผ้วถาง ทำการเพาะปลูกพืชไร่ สร้างกระต๊อบพักอาศัยบังกะโล 5 ถึง 7 หลัง อันเป็นการทำลาย ทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด ที่ทรายโดยไม่ได้รับอนุญาตและจำเลยกระทำความผิดต่อเนื่องกันจนกระทั่งมีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินดังกล่าวให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ต่อมาเมื่อระหว่างวันที่ 2 ตุลาคม 2524 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 24พฤษภาคม 2533 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินดังกล่าวโดยการก่นสร้าง แผ้วถาง และทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายทำให้เสื่อมสภาพแก่ดิน หิน กรวด ทราย แล้วปลูกสิ่งก่อสร้างอาคารบ้านพักและร้านค้า อาคารที่ตั้งเครื่องปั่นไฟฟ้า อาคารสำนักงาน ห้องน้ำห้องส้วมเพิ่มเติมเป็นเนื้อที่ 14 ไร่ 2 งาน 71 ตารางวา ภายในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต หลังจากนั้นจำเลยดำเนินกิจการให้บริการค้าขายอาหาร เครื่องดื่มและอื่น ๆ เพื่อหาประโยชน์จากนักท่องเที่ยวบนเกาะเสม็ด ทั้งยังดำเนินกิจการโรงแรมชื่อ วงเดือนวิลล่า โดยเปิดบริการให้ผู้เข้าพักเพื่อรับสินจ้างสำหรับคนเดินทางและนักท่องเที่ยว และจำเลยกับพวกเป็นเจ้าสำนักแห่งโรงแรมนั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 4, 6, 16(1), (4) (13), 24, 27 พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2478 มาตรา 3, 4, 19 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ และให้จำเลย คนงาน ผู้รับจ้างผู้แทน และบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครอง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลย คนงานผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินที่จำเลยยึดถือครอบครอง โจทก์อุทธรณ์ โดยอัยการพิเศษประจำเขต 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ให้ยกคำขอให้จำเลยคนงานผู้รับจ้าง ผู้แทนและบริวารของจำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทที่จำเลยยึดถือครอบครองตามฟ้อง โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทโดยซื้อจากนายแร้ว บำรุงกิจ เมื่อปี 2523 ต่อมาวันที่ 1ตุลาคม 2524 มีพระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเขาแหลมเทียน เขาเปล็ด เขาแหลมหญ้า เกาะเสม็ด และเกาะใกล้เคียงในท้องที่ตำบลเพอำเภอเมืองระยอง และตำบลแกลง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ให้เป็นอุทยานแห่งชาติตามเอกสารหมาย ป.จ.2 เมื่อระหว่างวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยได้ดำเนินกิจการร้านค้าและบังกะโลให้เช่าจัดตั้งเป็นโรงแรมใช้ชื่อว่า "วงเดือนวิลล่า" ให้บริการแก่นักท่องเที่ยวอยู่ที่บริเวณอ่าววงเดือน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า จำเลยได้กระทำผิดฐานบุกรุกเข้ายึดถือครอบครอง ก่นสร้างที่ดินของรัฐหรือไม่โจทก์ฎีกาว่า ที่ดินบนเกาะเสม็ดทั้งเกาะเป็นเขา เป็นที่ราชพัสดุ ตามหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ฉบับที่ 16/2467 ตามเอกสารหมาย ป.จ.1 ซึ่งไม่มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองและไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่และโจทก์บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบแห่งความผิดแล้ว ย่อมลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ได้ เห็นว่า พยานโจทก์คือนายสมบูรณ์ บูรณะ นายสมชายอินทนานนท์ นายอมร ศิริผันแก้ว และนายดาวเรือง สมุทรเสน มิได้เบิกความให้ปรากฏเลยว่า ที่ดินพิพาทบนเกาะเสม็ดเป็นที่เขา อันเป็นที่ดินของรัฐที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนดให้เป็นเขตหวงห้ามตามมาตรา 9(2) แห่งประมวลกฎหมายที่ดินตามสำเนาประกาศกระทรวงมหาดไทยท้ายคำฟ้อง โจทก์อ้างว่า ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุเอกสารหมาย ป.จ.6 ระบุว่า ที่ดินพิพาทด้านทิศใต้จรดเนินเขา ทิศเหนือและทิศตะวันออกจรดทะเลทิศตะวันตกจรดบริเวณบังกะโลวงเดือนรีสอร์ทจึงยืนยันได้ว่าเกาะเสม็ดเป็นเกาะที่เป็นที่เขานั้น โจทก์ก็ไม่นำสืบว่าเป็นที่เขาอย่างไร ตามรูปถ่ายที่ดินพิพาทหมาย ป.จ.8 และรูปถ่ายหมาย ล.1 ก็ไม่ปรากฏว่าสภาพที่ดินพิพาทเป็นเนินสูงจนเห็นเป็นที่เขา และเพื่อตรวจดูหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเอกสารหมาย ป.จ.1 หรือ ป.ล.1 ซึ่งเป็นฉบับเดียวกันก็ไม่ได้ระบุว่าบริเวณสถานที่ตั้งประภาคารและบ้านพักเจ้าพนักงานผู้รักษาประภาคารเป็นที่เขา หรือแม้แต่แผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอุทยานแห่งชาติเอกสารหมาย ป.จ.2 ก็ไม่ระบุว่าบริเวณอ่าววงเดือนเป็นที่เขาตามหนังสือของกองอุทยานแห่งชาติ กรมป่าไ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3597/2543 · ทนอย Thanoy