คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2548
ฎีกาที่ 360/2548
หลักกฎหมาย
โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ว่าบกพร่องต่อหน้าที่ในระหว่างทำงานให้โจทก์และก่อความเสียหายแก่โจทก์ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ เป็นการฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ได้ทำละเมิดต่อโจทก์ในขณะที่ทำงานตามสัญญาจ้างให้โจทก์อันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานด้วย ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างโจทก์และได้กระทำผิดสัญญาจ้างแรงงานที่ทำไว้กับโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายดังนี้ คือ 1. เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2536 จำเลยที่ 1 ได้ปลอมลายมือชื่อผู้ฝากถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกของนางดวล เรืองเดชา จำนวน 34,000 บาท จำเลยที่ 1 และนางแก้วตา ยุตตานนท์ ได้ชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว 2. เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2536 จำเลยที่ 1 ได้ปลอมลายมือชื่อผู้ฝากถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกของนายจัด บุญยอด จำนวน 20,000 บาท จำเลยทั้งสองได้ชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว 3. เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้ปลอมลายมือชื่อผู้ฝากถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกของนางลำดวน ทองมา จำนวน 30,000 บาท จำเลยทั้งสองได้ชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว 4. เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2537 จำเลยที่ 1 ได้ปลอมลายมือชื่อผู้ฝากถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกของนางลำดวน ทองมา จำนวน 4,500 บาท จำเลยที่ 1 ได้ชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว 5. เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2537 จำเลยที่ 1 ปลอมลายมือชื่อผู้ฝากถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกของนายเฉลิม สีคำอ่อน จำนวน 6,000 บาท นายสุรินทร์ ร่วมเจริญ ได้ชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว 6. เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2537 จำเลยที่ 1 ได้ปลอมลายมือชื่อผู้ฝากถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประเภทประจำ 12 เดือน ของนางวิไลรัตน์ ดิษฐสระ จำนวน 1,076.50 บาท โจทก์ได้รับชดใช้เงินดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยแล้ว 7. เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้ลงรายการเพิ่มยอดเงินฝากในบัญชีของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบัญชีเผื่อเรียกเลขที่ 101242 โดยยกยอดเงินในบัญชีให้สูงกว่าความเป็นจริงจำนวน 490,000 บาท และในวันที่ 25 พฤษภาคม 2537 จำเลยที่ 1 ได้ลงรายการเพิ่มยอดเงินฝากในบัญชีของตนเองดังกล่าวโดยยกยอดเงินในบัญชีให้สูงกว่าความเป็นจริงอีก 100,000 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ได้ทยอยถอนเงินออกจากบัญชีจนหมด การลงบัญชีเครื่องจักรใช้รหัสกุญแจ บี ซึ่งตามหลักฐานระบุว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ยืมกุญแจดังกล่าว การทุจริตเกี่ยวกับเงินฝากในบัญชีของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดชดใช้ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 490,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และจากต้นเงินจำนวน 100,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินให้โจทก์บางส่วนแล้วเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 127,168.63 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,093,677.32 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 590,000 บาท นับตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัด จำเลยที่ 2 ให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เรียกร้องให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดในทางแพ่ง มิใช่คดีอันเกิดจากการละเมิดระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน โจทก์ทราบถึงการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2538 และสรุปโดยแน่ชัดเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2538 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้กระทำการทุจริตแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 640,576.50 บาท การที่โจทก์ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึง 6 ปี จึงนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2544 จึงล่วงพ้นกำหนดเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่รู้ถึงการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้จะพึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทน คดีโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ไม่ได้มีส่วนช่วยให้จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามที่โจทก์กล่าวอ้างแต่อย่างใด จำเลยที่ 2 ไม่เคยชดใช้เงินแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลาง พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 590,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 13 กันยายน 2537 จนถึงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541 แก่โจทก์ โดยให้นำเงินที่จำเลยที่ 1 ชำระให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2541 จำนวน 127,169.27 บาท มาหักชำระหนี้ดังกล่าวข้างต้น หากยังมีหนี้เหลือค้างชำระอยู่เพียงใด ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินที่คงเหลือ นับตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ.2489 จำเลยทั้งสองเป็นลูกจ้างของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2527 และลาออกจากงานเมื่อวันที่ 1 ธันว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง