ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 361/2543

หลักกฎหมาย

ชั้นกำหนดประเด็นข้อพิพาท ทนายจำเลยได้โต้แย้งด้วยวาจาขอให้กำหนดประเด็นเพิ่ม ศาลชั้นต้นสั่งว่าหากจำเลยจะคัดค้านให้คัดค้านเข้ามาเป็นหนังสือภายใน 8 วัน จำเลยยื่นคำร้องแล้วศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องว่า ไม่มีเหตุสมควรเปลี่ยนแปลงคำสั่ง ให้ยกคำร้อง จึงเป็นการชี้ขาดคำคัดค้านตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 183 วรรคสาม จำเลยต้องโต้แย้งไว้ตามมาตรา 226 วรรคสอง จึงจะมีสิทธิอุทธรณ์ได้ เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้ง จำเลยก็ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ในปัญหานี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครโดยตำแหน่งจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการของกรุงเทพมหานครตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 มาตรา 50 จึงอาจฟ้องหรือถูกฟ้องเป็นคดีความในศาลได้ ไม่จำต้องเอากรุงเทพมหานครซึ่งเป็นนิติบุคคลเข้ามาเป็นคู่ความเสมอไป โดยเฉพาะในกรณีของภาษีโรงเรือนและที่ดิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครยังเป็นผู้พิจารณาการประเมินใหม่ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2535 มาตรา 25 ประกอบพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครฯ มาตรา 50 และ 109นอกจากนี้พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 32 ยังกำหนดว่าเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลซึ่งแก้คำชี้ขาดของอธิบดี กรมสรรพากรหรือสมุหเทศาภิบาล (ในคดีนี้คือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร) นั้นได้ส่งไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบแล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แก้บัญชีการประเมินให้ถูกต้องโดยเร็ว ดังนี้ ผู้ที่จะถูกบังคับตามกฎหมายและคำพิพากษาโดยตรงก็คือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการทั้งปวงของกรุงเทพมหานคร และเป็นผู้บังคับบัญชาของพนักงานเจ้าหน้าที่ในกรุงเทพมหานคร และเมื่อมีการแก้ไขประเมินก็หมายถึงต้องคืนเงินภาษีที่รับชำระเกินมาจากผู้รับประเมินด้วย โจทก์จึงฟ้องผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นจำเลยขอให้แก้ไขการประเมินและคืนเงินภาษีได้ เพราะเป็นการฟ้องจำเลยในฐานะเป็นผู้ชี้ขาดการประเมินและเป็นผู้แทนของกรุงเทพมหานคร มิใช่ฟ้องให้รับผิดเป็นส่วนตัว ค่ารายปีของโรงเรือนนั้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพข้อเท็จจริงซึ่งอาจจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ จึงไม่อาจนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วเพียงอย่างเดียวมาเป็นหลักในการกำหนดค่ารายปีหรือค่าภาษีในปีภาษีที่พิพาทได้ ปรากฏว่าปี 2539เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อัตราค่าเช่าโรงเรือนในปีดังกล่าวจึงน่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางลดลง ทั้งตามคำสั่งกรุงเทพมหานครที่ 63/2538 ข้อ 2.1 ก็กำหนดให้พิจารณาปรับค่ารายปีตามภาวะเศรษฐกิจ พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยจึงต้องประเมินค่ารายปีโดยคำนึงถึงลักษณะของทรัพย์สิน ขนาดพื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯมาตรา 8 ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยใช้ค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วเป็นหลักสำหรับการคำนวณค่าภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมาเพียงอย่างเดียวจึงไม่ถูกต้อง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นผู้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อทำหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 เมื่อเดือนมิถุนายน 2540 พนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตคลองเตย กรุงเทพมหานครแจ้งการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีประจำปี 2540 สำหรับโรงเรือนของโจทก์อาคารเลขที่ 98 ถนนสุขุมวิท 26 ซอยอารี แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานครเลขที่ 3354/4 ถึง 5, 3354/12 ถึง 15, 3354/36 ถึง 39 เลขที่ 3354/40, 3354/42 ถึง 43 ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เท่ากับค่ารายปีของปีภาษี 2539 โดยไม่คำนึงถึงค่าเช่าที่โจทก์ได้รับมาจริงตามสัญญาเช่าโจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ต่อจำเลย ต่อมาโจทก์ได้รับใบแจ้งคำชี้ขาดจากจำเลย ซึ่งชี้ขาดให้โจทก์ชำระภาษีตามที่พนักงานเก็บภาษีประเมินไว้ การที่พนักงานเก็บภาษีนำค่าเช่าในปีก่อนของโจทก์มากำหนดค่ารายปี โดยไม่ได้พิจารณาสภาพความเป็นจริงของค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ในขณะนั้น จึงเป็นการประเมินที่ไม่เป็นธรรมและทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540 จากค่ารายปีซึ่งเกินกว่าค่าเช่าที่โจทก์ได้รับ ขอให้เพิกถอนการประเมินตามใบแจ้งรายการประเมิน เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 3 ถึง 5 และคำชี้ขาดของจำเลยตามใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 20 เลขที่ 5และเล่มที่ 20 เลขที่ 6 กับให้จำเลยคืนเงินค่าภาษีที่จำเลยเก็บเกินไป 450,652.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยไม่ยอมชำระค่าภาษีคืนแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นนิติบุคคลต่างหากจากจำเลยควรจะเป็นคู่ความในคดีนี้ จำเลยไม่ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัวในการคืนภาษีให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย การกำหนดค่ารายปีตามฟ้องพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ถือตามค่ารายปีของปีภาษี 2539 ซึ่งเป็นค่ารายปีที่โจทก์ยอมรับความถูกต้องแล้วและค่ารายปีดังกล่าวยังเป็นค่ารายปีของปีที่ล่วงมาแล้ว ที่ต้องนำมาเป็นหลักในการกำหนดค่ารายปีประจำปีภาษี 2540 ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับผู้เช่าเป็นเพียงบุคคลสิทธิใช้ยันได้เฉพาะคู่สัญญา โจทก์กับคู่สัญญาจะกำหนดค่าเช่าต่ำกว่าความเป็นจริงเพียงใดก็ได้ แต่การกำหนดค่ารายปีเพื่อเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน ค่ารายปีตามกฎหมายหมายถึง จำนวนเงินซึ่งทรัพย์สินนั้นสมควรให้เช่าได้ในปีหนึ่ง ๆ เมื่อโรงเรือนเลขที่อื่น ๆ ของโจทก์และโรงเรือนของบุคคลอื่นที่มีลักษณะของโรงเรือน ขนาดพื้นที่ ทำเลที่ตั้งและบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์เป็นอย่างเดียวกันหรือใกล้เคียงกันมีค่าเช่าสูงกว่าค่าเช่าตามสัญญาเช่าในคดีนี้ ค่าเช่าระหว่างโจทก์และผู้เช่าดังกล่าว จึงมิใช่จำนวนเงินอันสมควรที่จะให้เช่าได้ ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินค่ารายปีโรงเรือนของโจทก์โดยเทียบเคียงกับค่ารายปีของทรัพย์สินที่ให้เช่าที่มีลักษณะของทรัพย์สินขนาดพื้นที่ ทำเลที่ตั้ง และบริการสาธารณะที่ทรัพย์สินนั้นได้รับประโยชน์คล้ายคลึงกันในเขตของหน่วยการบริหารราชการส่วนท้องถิ่นนั้นชอบแล้วไม่มีเหตุที่จะลดค่ารายปีและค่าภาษีให้โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้แก้ไขการประเมินตามใบแจ้งการประเมิน เล่มที่ 56 เลขที่ 8 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2540 เล่มที่ 65 เลขที่ 4 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2540 และใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 20 เลขที่ 5 และ 6 ลงวันที่ 13 มีนาคม2541 โดยให้ลดค่ารายปีลง 994,488.04 บาท ลดค่าภาษีลง 120,218.63 บาทกับให้จำเลยคืนเงินภาษี 120,218.63 บาท ภายในสามเดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์มีวัตถุประสงค์ในการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่น ๆ เมื่อปี 2539 โจทก์ได้รับค่าเช่าจากการให้เช่าโรงเรือนพิพาทตามฟ้อง อาคารเลขที่ 98จำนวน 2,382,500 บาท อาคารเลขที่ 3354/4 ถึง 5, 3354/12 ถึง 15, 3354/36ถึง 39 จำนวน 4,524,600 บาท และอาคารเลขที่ 3354/40, 3354/42 ถึง 43จำนวน 1,594,800 บาท ปรากฏตามใบเสร็จรับเงินค่าเช่าเอกสารหมาย จ.2 ถึง จ.5 และ จ.10 ถึง จ.11 และสัญญาเช่าตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 22 ถึง 60 โจทก์ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2540 โดยแจ้งว่าโจทก์มีรายรับค่าเช่าในปี 2539 จากอาคารเลขที่ดังกล่าวตามจำนวนที่ได้รับจากผู้เช่า ปรากฏตามแบบแจ้งรายการฯ เอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 12 ถึง 14, 26 ถึง 31, 45 ถึง 47 ต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายน 2540 พนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร แจ้งรายการประเมินค
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 361/2543 · ทนอย Thanoy