ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2568

ฎีกาที่ 3615/2568

หลักกฎหมาย

ภาระการพิสูจน์ย่อมเป็นไปตามคำฟ้องและคำให้การ หากศาลชั้นต้นกำหนดภาระการพิสูจน์ไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษย่อมมีอำนาจกำหนดภาระการพิสูจน์ใหม่ให้ถูกต้องเสียได้ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งสินสมรสที่มีอยู่กับจำเลย หากจำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่เลยตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย ภาระการพิสูจน์ย่อมตกอยู่แก่โจทก์ แต่จำเลยให้การรับว่าเคยมีสินสมรสดังที่โจทก์กล่าวอ้างอยู่ โดยยกข้อต่อสู้ว่าสินสมรสดังกล่าวไม่มีอยู่แล้วในภายหลัง จึงเป็นคำให้การรับข้อเท็จจริงในทรัพย์สินตามฟ้องแล้ว แต่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 การที่โจทก์ฟ้องว่ามีทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันเป็นสินสมรส โดยโจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยไม่ได้ให้การถึง จึงถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว และต้องห้ามมิให้จำเลยนำพยานเข้าสืบเพื่อเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เห็นเป็นอื่นแต่อย่างใด รถยนต์ยี่ห้อโตโยต้ารุ่น FJ CRUISER 4.0 สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน ขง 2222 สงขลา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์มาแสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่าจำเลยได้จำหน่ายรถยนต์คันดังกล่าวไปแล้วในราคา 2,000,000 บาท ถือว่าจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย และรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฮิตาชิ สีส้ม หมายเลขทะเบียน ตค 2109 สงขลา รถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน กอ 6156 สงขลา รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีดำ หลายเลขทะเบียน 1 กก สงขลา 9715 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน คพว สงขลา 630 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ สีดำแดง หมายเลขทะเบียน คยธ สงขลา 680 รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีฟ้าขาว หมายเลขทะเบียน งนษ สงขลา 495 รถยนต์ยี่ห้อ อีซูซุ สีขาว หมายเลขทะเบียน บบ 2320 ปราจีนบุรี และรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีเทา คันหมายเลขทะเบียน นค 5101 พระนครศรีอยุธยา โจทก์มีรายการจดทะเบียนรถยนต์แสดงให้เห็นว่าขณะฟ้องคดีจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แต่จำเลยให้การปฏิเสธว่า ทรัพย์บางรายการเป็นทรัพย์สินของครอบครัวจำเลย บางรายการเป็นสินสมรสโดยทรัพย์ทั้งหมดถูกจำหน่ายในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ บางรายการเป็นสินส่วนตัวของจำเลย หาใช่สินสมรส คำให้การของจำเลยไม่ชัดแจ้งโดยไม่แยกแยะว่ารถยนต์คันใดเป็นของครอบครัวจำเลย เป็นสินสมรส หรือเป็นสินส่วนตัว จึงเป็นคำให้การที่ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยรับเท็จจริงตามคำฟ้องของโจทก์แล้ว ส่วนที่จำเลยกล่าวอ้างว่าจำหน่ายทรัพย์สินไปหมดแล้วนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1534 บัญญัติว่า "สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจำหน่ายไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวก็ดี จำหน่ายไปโดยเจตนาทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเสียหายก็ดี... จงใจทำลายให้สูญหายไปก็ดี ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533 ..." จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะวินิจฉัยว่าคำให้การที่จำเลยอ้างว่าได้จำหน่ายสินสมรสไปแล้วมาลอย ๆ เป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียวให้ถือเสมือนว่า สินสมรสนั้นยังคงมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามบทบัญญัติดังกล่าว ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันได้ว่าขณะอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลย โจทก์เป็นผู้ดูแลฟาร์มวัวทั้งหมด จำเลยให้การปฏิเสธว่า ได้จำหน่ายวัวทั้งหมดไปเป็นเงิน 1,000,000 บาท เนื่องจากประสบภาวะขาดทุน มิได้ปฏิเสธว่ามิใช่สินสมรส เท่ากับจำเลยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นมาใหม่ ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลย แต่จำเลยไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ มานำสืบให้เห็นตามที่กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามคำฟ้อง ตามคำฟ้องโจทก์มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีไม้ซุงและไม้แผ่นดังกล่าวจริง จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม้บางส่วนเป็นของบุคคลภายนอก บางส่วนเป็นสินสมรสซึ่งได้แปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์แล้ว โดยกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่แยกแยะให้เห็นว่า ไม้ส่วนใดเป็นของบุคคลภายนอก ส่วนใดเป็นสินสมรส กรณีจึงเป็นคำให้การไม่ชัดแจ้ง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำฟ้องแล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่จำต้องวินิจฉัย ต้องฟังว่าสินสมรสดังกล่าวมีอยู่จริง ตามคำฟ้องโจทก์อ้างว่า พระเครื่องเป็นสินสมรสโดยมีพยานหลักฐาน คือ บัญชีคุมพระและภาพถ่ายพระเครื่อง ทั้งมีบันทึกการเจรจาส่งมอบทรัพย์สินและยึดทรัพย์ประกอบคดี ที่โจทก์ส่งมอบพระเครื่องให้แก่จำเลย 187 องค์ ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธว่า พระเครื่องเป็นสินส่วนตัวและได้จำหน่ายให้แก่บุคคลภายนอกไปหมดสิ้นแล้ว กรณีจึงเข้าข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ที่ว่า "ถ้ากรณีเป็นที่สงสัยว่าทรัพย์สินอย่างหนึ่งเป็นสนสมรสหรือมิใช่ ให้สันนิษฐานไว้เป็นสินสมรส" จำเลยย่อมมีภาระการพิสูจน์ ส่วนที่จำเลยให้การว่าพระเครื่องที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นพระเครื่องที่ไม่ปรากฎในคำฟ้อง จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์เช่นกัน แต่จำเลยนำสืบพยานหลักฐานโดยมี ฬ.มาเบิกความเป็นพยาน ซึ่งพยานปากดังกล่าวเป็นเพียงผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับการดูพระเครื่อง หาใช่พยานที่รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้พระเครื่องของจำเลยมาว่าเป็นการได้มาระหว่างสมรสหรือไม่ จำเลยเองซึ่งเป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์กลับไม่มาเบิกความต้องถือว่าจำเลยไม่สามารถนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 วรรคสอง ได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์และใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยแบ่งปันทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 198,306,929.50 บาท หากไม่สามารถตกลงกันได้หรือจำเลยเพิกเฉยให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งปันกันระหว่างโจทก์กับจำเลยต่อไป หากจำเลยไม่ยอมปฏิบัติภายใน 30 วัน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการแบ่งปันกันทั้งหมด ให้จำเลยจ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่โจทก์เป็นเงิน 1,320,000 บาท และในอัตราเดือนละ 30,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะสมรสใหม่ กับให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นเงิน 2,200,000 บาท และในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ในวันนัดไกล่เกลี่ยและชี้สองสถาน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้อง และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฟ้องในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 3257, 3847, 4949 และ 4950 ซึ่งมีชื่อบุคคลภายนอกถือกรรมสิทธิ์ และไม่รับฟ้องในส่วนของคำขอแบ่งหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด อ. ต่อมาโจทก์แถลงขอสละประเด็นตามคำฟ้องในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 24106 เนื้อที่ 35 ไร่ 96.4 ตารางวา ราคาประเมินประมาณ 21,000,000 บาท ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคำฟ้องข้อดังกล่าวจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดกัน ให้โจทก์กับจำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจกำหนดถิ่นที่อยู่รวมถึงเรื่องการศึกษาของบุตรผู้เยาว์เพียงฝ่ายเดียว ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2560 ถึงเดือนพฤษภาคม 2565 เป็นเวลา 62 เดือน ในอัตราเดือนละ 18,000 บาท เป็นเงิน 1,116,000 บาท และตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2565 จนกว่าบุตรผู้เยาว์จะสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ในอัตราเดือนละ 25,000 บาท และตั้งแต่บุตรผู้เยาว์ศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ ในอัตราเดือนละ 30,000 บาท ให้แบ่งสินสมรส คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 27334 เลขที่ดิน 1137 เนื้อที่ 2 งาน ที่ดินโฉนดเลขที่ 27365 เนื้อที่ 13 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 76228 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เนื้อที่ 1 ไร่ 12 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 30070 เนื้อที่ 3 งาน 57 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 30071 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 43 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 16625 เนื้อที่ 6 ไร่ 66.7 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ที่ดินโฉนดเลขที่ 16564 เนื้อที่ 2 ไร่ 25.6 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 16565 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 93.1 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 1605 เนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน 37.4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 2084 เนื้อที่ 4 ไร่ 2 งาน 29.3 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 31672 เนื้อที่ 5 ไร่ 3 งาน 79.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 31673 เนื้อที่ 19 ไร่ 81.2 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33272 เนื้อที่ 29 ไร่ 3 งาน 26.3 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33273 เนื้อที่ 33 ไร่ 94.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 33400 เนื้อที่ 26 ไร่ 1 งาน 50 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 36867 เนื้อที่ 11 ไร่ 30.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 38552 เนื้อที่ 2 ไร่ 31.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3257 เนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 3847 เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 17 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4949 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 69 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 4950 เนื้อที่ 4 ไร่ 11 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 36952 เนื้อที่ 28 ไร่ 10.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 43276 เนื้อที่ดินรวม 27.2 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 182249 เนื้อที่ 17 ไร่ 77.4 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 58627 เนื้อที่ 3 งาน 4.8 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 58628 เนื้อที่ 2 งาน 79.9 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 143911 เนื้อที่ 1 ไร่ 33.6 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 241340 เนื้อที่ 3.8 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 241341 เนื้อที่ 4.8 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 251085 เนื้อที่ 95 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 251086 เนื้อที่ 33.5 ตารางวา ที่ดินโฉนดเลขที่ 251087 เนื้อที่ 33.3 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 154 เนื้อที่ 25 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 16335 เนื้อที่ 118 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 16336 เนื้อที่ 58 ไร่ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 1266 เนื้อที่ 28 ไร่ 1 งาน 69 ตารางวา ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.)
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง