คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564
ฎีกาที่ 3628/2564
หลักกฎหมาย
จำเลยนำรถจักรยานยนต์ไปซ่อม เมื่อซ่อมเสร็จแล้วนำใบแจ้งหนี้ไปขอเบิกค่าซ่อมจากผู้เสียหายครั้นได้เงินค่าซ่อมมาแล้ว จำเลยไม่ไปรับรถจักรยานยนต์คืน ทั้งยังหลอก จ. ผู้รับซ่อมรถจักรยานยนต์ว่ารถเป็นของจำเลยและจำเลยไม่มีเงินชำระค่าซ่อมและให้ จ. ขายแยกชิ้นส่วนเพื่อหักชำระค่าซ่อม ถือได้ว่าเป็นการแย่งการครอบครองทรัพย์ไปจากผู้เสียหายเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เป็นการลักรถจักรยานยนต์ไปจากผู้เสียหายโดยใช้ จ. เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด เมื่อการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นขั้นตอนสุดท้ายอันถือว่าเป็นการกระทำที่ใกล้ชิดต่อความผิดสำเร็จ เข้าขั้นลงมือกระทำความผิดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผลเนื่องจากเจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์ของกลางได้โดยไม่ปรากฏว่า จ. แยกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ตามที่ถูกหลอก จำเลยจึงมีความผิดข้อหาพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91, 334, 335 และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 246/2563 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335 (11) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง จำคุก 1 ปี ฐานพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง จำคุก 2 ปี 8 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง คงจำคุก 8 เดือน ฐานพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน 40 วัน รวมจำคุก 1 ปี 16 เดือน 40 วัน ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 246/2563 ของศาลชั้นต้นนั้น เมื่อคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษาจึงไม่อาจนับโทษต่อได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) วรรคแรก จำคุก 1 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 8 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยฟัง ยกฟ้องข้อหาพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้าง ส่วนคำขอที่ให้นับโทษจำเลยต่อและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า นางสาววรรณวลี ผู้เสียหาย และนายอุดร สามีผู้เสียหายร่วมกันประกอบกิจการร้านขายกระจก อลูมิเนียมและวัสดุก่อสร้าง ชื่อร้าน ด. ส่วนจำเลยเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายในตำแหน่งพนักงานทั่วไป ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยลักคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง ราคา 16,600 บาท ของผู้เสียหายไปส่วนรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นดรีม จำนวน 1 คัน ราคา 15,000 บาท ซึ่งจดทะเบียนในนามของนายอุดรและเก็บรักษาไว้ในร้าน ด. ซึ่งอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายได้หายไป ต่อมาผู้เสียหายร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลย จากนั้นพนักงานสอบสวนยึดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กและรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้จากร้าน ร. และร้าน ช. เป็นของกลางตามลำดับ วันที่ 9 พฤศจิกายน 2562 พนักงานสอบสวนสอบปากคำนางจิตติมา ผู้รับซ่อมรถจักรยานยนต์ของกลางจากจำเลย ต่อมาวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 เจ้าพนักงานจับจำเลยได้ตามหมายจับ คดีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดข้อหาพยายามลักทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครองของนายจ้างตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยลักรถจักรยานยนต์ของกลางที่อยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายไป แต่โจทก์มีผู้เสียหายและนายโชคดีเป็นพยานพฤติเหตุแวดล้อมเบิกความสอดคล้องต้องกันตั้งแต่ผู้เสียหายตรวจสอบพบว่ารถจักรยานยนต์ของกลางสูญหายไป เมื่อสอบถามนายโชคดีทราบว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์ของกลางออกไปจากร้านของผู้เสียหาย จนกระทั่งผู้เสียหายสืบทราบว่ารถจักรยานยนต์ของกลางกำลังจะถูกแยกชิ้นส่วนที่ร้าน ช. จึงไปร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย และเมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจสอบที่ร้านดังกล่าวก็พบรถจักรยานยนต์ของกลางตามที่ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายจริง โดยไม่ปรากฏข้อพิรุธใด ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยยังนำสืบรับว่าจำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปซ่อมที่ร้านดังกล่าวจริง เพียงแต่บ่ายเบี่ยงในทำนองว่าจำเลยไม่เคยแจ้งแก่นางจิตติมาให้แยกชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวเท่านั้น เมื่อในวันนัดตรวจพยานหลักฐาน จำเลยและทนายจำเลยแถลงรับข้อเท็จจริงว่านางจิตติมาเป็นเจ้าของร้านรับซ่อมรถจักรยานยนต์ของกลางจากจำเลยและให้การไว้ โจทก์จึงแถลงไม่ติดใจสืบพยานโจทก์ปากดังกล่าว ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 9 มีนาคม 2563 ย่อมถือว่าจำเลยรับว่านางจิตติมาให้การตามบันทึกคำให้การดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84 (3) ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามบันทึกคำให้การดังกล่าวว่าในชั้นสอบสวนนางจิตติมาให้การว่า จำเลยนำรถจักรยานยนต์ของกลางไปให้นางจิตติมาซ่อม เมื่อซ่อมเสร็จแล้วนางจิตติมาโทรศัพท์แจ้งให้จำเลยไปรับพร้อมกับชำระค่าซ่อม แต่จำเลยแจ้งว่าไม่มีเงิน ขอให้นางจิตติมาขายรถจักรยานยนต์ของกลางเพื่อหักเป็นค่าซ่อมโดยแจ้งว่ารถจักรยานยนต์เป็นของจำเลย เมื่อนางจิตติมาข
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง