ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2534

ฎีกาที่ 364/2534

หลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์อันเป็นการลดตำแหน่งลงต่อมาจำเลยได้มีคำสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือนและงดจ่ายเงินโบนัส มีคำสั่งพักงานแล้วมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำ ความผิดอันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยรับโจทก์ กลับ เข้า ทำงานตามเดิม ให้จำเลยจ่ายค่าจ้าง คือเงินเดือน เงินค่าเลี้ยงชีพ และ ค่าเช่าบ้านย้อนหลังนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่า จำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงานเงินที่จำเลยมีคำสั่งลดขั้นเงินเดือน เงินโบนัสที่งดจ่าย เงินสะสมในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือน ที่จำเลยยังไม่ได้จ่ายให้โจทก์ในปี 2528,2529 และ 2530 ถึงวัน เลิกจ้างพร้อมดอกเบี้ย หรือให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พร้อมดอกเบี้ย จำเลยมิได้ปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยแจ้งชัดถึงเรื่องเงินสะสมว่าเพราะเหตุใดจำเลยจึงไม่จ่ายเงินสะสมให้โจทก์และจำเลยไม่ได้ให้การถึงระเบียบว่าด้วยการจ่ายเงินสะสมของพนักงาน คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยจะต้องจ่ายเงินสะสมให้แก่โจทก์ หรือไม่ จำเลยต้องจ่ายเงินสะสมพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามฟ้อง โจทก์ขอให้จำเลยเสียดอกเบี้ยเงินสะสมนับแต่วันเลิกจ้าง แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยผิดนัดไม่จ่ายเงินสะสมเมื่อใด ศาลฎีกาให้ คิดดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า พ. ได้รับอนุมัติให้กู้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคารจำเลย สาขารังสิตก่อนที่โจทก์จะย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขารังสิต ขณะที่โจทก์ย้ายมานั้น พ. ได้เบิกเงินเกินบัญชีไปแล้วจำนวน 1,304,382 บาท และหลังจากนั้น ผู้จัดการภาคกลาง 2 ก็ได้อนุมัติให้ พ. กู้เงินอีก 3,500,000 บาทส่วน การ ให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. กู้เบิกเงินเกินบัญชีภายในวงเงิน2,100,000 บาทนั้นเป็นกรณีที่ลูกค้าขอโอนภาระหนี้มาจากธนาคารจำเลย สาขาห้วยขวางโดยการอนุมัติของผู้จัดการภาคกลาง 2 โจทก์มิได้เป็นผู้อนุมัติให้กู้เบิกเงินเกินบัญชีอีกเช่นเดียวกัน จำเลยอุทธรณ์ ว่า โจทก์อนุมัติให้ พ. และและห้างหุ้นส่วนจำกัด ก. ซึ่งมีสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีอยู่แล้วเบิกเงินเกินบัญชีเกินกว่าวงเงิน ตามสัญญา อันเป็นการขยายวงเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีเกินกว่า อำนาจของโจทก์ เป็นการอุทธรณ์โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลาง รับฟังมา ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและ วิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ควบคุมดูแลให้ลูกค้า 2 รายดังกล่าว นำเงินชำระหนี้เพื่อลดจำนวนเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีให้อยู่ ภายในวงเงินตามสัญญานั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้อนุมัติให้ลูกค้า 2 ราย ดังกล่าว กู้เบิกเงินเกินบัญชีอันเป็นการขยายวงเงินกู้เบิกเงิน เกิน บัญชี เกินกว่า อำนาจดังนั้น แม้จะมีการควบคุมดูแลให้มีการ นำ เงิน ชำระหนี้ เพื่อ ลด จำนวนเงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีก็ไม่ใช่ว่า จะทำให้ลูกค้ามีเงินมาชำระหนี้ได้เสมอไป โจทก์เป็นผู้จัดการสาขามีหน้าที่ในการอำนวยสินเชื่อให้แก่ ลูกค้าของธนาคารได้อนุมัติสินเชื่อซ้ำซ้อนและอนุมัติในการรับซื้อ เช็ค ที่ มิใช่เป็นเช็คทางการค้าให้แก่ลูกหนี้ของธนาคาร แต่ ไม่ปรากฏ ว่า โจทก์กระทำการโดยไม่สุจริตและทำให้เกิดความเสียหาย แก่ จำเลย แต่อย่างใดการกระทำของโจทก์แม้เป็นการฝ่าฝืนระเบียบ เกี่ยวกับ การ ทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ก็มิใช่ เป็นกรณีร้ายแรง โจทก์ลงชื่อในรายงานการตรวจและประเมินราคาหลักทรัพย์ ที่ นำมาเป็นหลักประกันในการอนุมัติสินเชื่อโดยไม่ได้ไปตรวจดู หลักทรัพย์แต่ข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลแรงงานฟังว่า ผู้ช่วยผู้จัดการ สาขา ซึ่งเป็นกรรมการพิจารณาสินเชื่อเป็นผู้ไป ตรวจ สภาพ หลักทรัพย์ และ เป็นผู้ทำรายงานตามทางเคยปฏิบัติกันมา และไม่ปรากฏว่าโจทก์มีส่วนรู้เห็นในการตรวจหลักทรัพย์โดยมิชอบ ประการใด การที่โจทก์ทำการดังกล่าว แม้เป็นการฝ่าฝืนระเบียบ เกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ก็มิใช่ เป็นกรณีร้ายแรง.

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดและไม่ได้มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ทั้งไม่ได้มีการสอบสวนความผิดตามระเบียบการทำงานของจำเลย เป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมและเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานในตำแหน่งหน้าที่และอัตราเงินเดือนเท่าเดิม ให้จำเลยจ่ายเงินเดือนเงินค่าเลี้ยงชีพ และเงินค่าเช่าบ้านให้โจทก์ย้อนหลังทุกเดือนนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน ให้จำเลยชำระเงินที่จำเลยมีคำสั่งลดขั้นเงินเดือนโจทก์ 2 ขั้น ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2529 ถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2530 เงินโบนัสที่จำเลยงดจ่ายในปี 2528, 2529 และ 2530 เงินสะสมในอัตราร้อยละ 10 เงินเดือนที่จำเลยยังไม่ได้จ่ายให้โจทก์ในปี 2528, 2529 และ 2530 พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยไม่สามารถรับโจทก์กลับเข้าทำงานได้ ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้าง และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันฟ้อง จำเลยให้การว่า ขณะที่โจทก์เป็นผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัดสาขารังสิตนั้น โจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยระเบียบของจำเลยมีพฤติกรรมชี้ชัดว่ากระทำการทุจริตต่อหน้าที่ จากการสอบสวนปรากฏว่าโจทก์มีความผิดเกี่ยวกับความบกพร่องต่อหน้าที่ในการอนุมัติสินเชื่อให้แก่ลูกหนี้โดยมุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตน ไม่คำนึงถึงระเบียบหรือคำสั่งของธนาคาร ทุจริตต่อหน้าที่หรืออาศัยอำนาจหน้าที่หาประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น เช่นทำการประเมินหลักทรัพย์ประกันสูงเกินความเป็นจริงโดยเจตนาช่วยเหลือลูกหนี้ ปกปิดบิดเบือนข้อมูลอันเป็นสาระสำคัญที่มีผลต่อการพิจารณาสินเชื่อและเรียกเก็บเงินจากลูกค้าเพื่อประโยชน์ส่วนตน เป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงปลดโจทก์ออกจากการเป็นพนักงาน จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆ จากจำเลย และขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าเลี้ยงชีพและเงินค่าเช่าบ้านตามฟ้องเพราะเงินดังกล่าวมิใช่เป็นเงินเดือนแต่เป็นเงินสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการสาขาเท่านั้น จำเลยไม่เคยสั่งลดเงินเดือนโจทก์และมิได้งดจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ ซึ่งก่อนจำเลยเลิกจ้างโจทก์ จำเลยได้จ่ายเงินเดือนและเงินโบนัสให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยพร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันเลิกจ้างคำขออื่น ๆ ของโจทก์ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่าเงินสะสมเป็นเงินที่จำเลยต้องจ่ายให้แก่พนักงานทุกคนที่ได้รับการบรรจุแล้ว อันถือว่าเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยซึ่งตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยดังกล่าวและคำสั่งระเบียบงาน เรื่องลักษณะความผิดและระวางโทษพนักงานผู้กระทำความผิดไม่ได้กำหนดโทษทางวินัยให้งดจ่ายเงินสะสมแต่อย่างใด ถือได้ว่าเงินสะสมเป็นเงินที่โจทก์ควรได้รับ และในข้อนี้จำเลยมิได้ให้การต่อสู้แต่อย่างใด จึงถือได้ว่าจำเลยยอมรับ คดีไม่มีประเด็นวินิจฉัยในเรื่องนี้ เห็นว่าคดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีคำสั่งย้ายโจทก์อันเป็นการลดตำแหน่งลง ต่อมาจำเลยได้มีคำสั่งลงโทษลดขั้นเงินเดือนและงดจ่ายเงินโบนัสมีคำสั่งพักงานแล้วมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดอันเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงานตามเดิม ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างคือเงินเดือน ค่าเลี้ยงชีพและค่าเช่าบ้านย้อนหลังนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจำเลยจะรับโจทก์กลับเข้าทำงาน เงินที่จำเลยมีคำสั่งลดขั้นเงินเดือน เงินโบนัสที่งดจ่าย เงินสะสมในอัตราร้อยละ 10 ของเงินเดือนที่ยังไม่ได้จ่ายให้โจทก์ในปี 2528, 2529และปี 2530 ถึงวันเลิกจ้างพร้อมด้วยดอกเบี้ยหรือให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมพร้อมด้วยดอกเบี้ย จำเลยให้การว่าโจทก์ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยระเบียบของจำเลย มีพฤติกรรมชี้ชัดว่ากระทำการโดยทุจริตจำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใด ๆจากจำเลย และไม่มีสิทธิขอให้จำเลยรับโจทก์กลับเข้าทำงาน โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าเลี้ยงชีพและค่าเช่าบ้านเพราะเงินดังกล่าวไม่ใช่เงินเดือน จำเลยไม่เคยสั่งลดขั้นเงินเดือนโจทก์และมิได้งดจ่ายเงินโบนัสให้แก่โจทก์ ซึ่งก่อนเลิกจ้างโจทก์นั้นจำเลยได้จ่ายเงินเดือนและเงินโบนัสให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยมิได้ปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยแจ้งชัดถึงเรื่องเงินสะสมว่าเพราะเหตุใดจำเลยจึงไม่จ่ายเงินสะสมให้โจทก์ และจำเลยไม่ได้ให้การถึงระเบียบว่าด้วยการจ่ายเงินสะสมของพนักงาน คดีจึงไม่มีประเด็นข้อพิพาทที่จะต้องวินิจฉัยว่าจำเลยจะต้องจ่ายเงินสะส
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 364/2534 · ทนอย Thanoy