ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2551

ฎีกาที่ 3656/2551

หลักกฎหมาย

เดิมจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยสละเจตนาครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ แต่จำเลยได้ขออาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกอยู่ก่อนในที่ดินพิพาทต่อไป โจทก์ตกลงยินยอมโดยไม่ได้คิดค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินที่พิพาทตามคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน จำเลยได้ไปยื่นคำขอคัดค้านการออกโฉนดที่ดิน ดังนี้เป็นการโต้แย้งคัดค้านสิทธิครอบครองของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 แล้ว โจทก์ก็จะต้องฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองภายใน 1 ปี นับแต่เวลาถูกรบกวนการครอบครอง สำนักงานที่ดินจังหวัดตราดเพิ่งมีหนังสือแจ้งเรื่องที่จำเลยคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินให้โจทก์ทราบเมื่อ 17 มีนาคม 2535 จึงต้องถือว่าโจทก์ทราบเรื่องที่จำเลยไปคัดค้านการขอออกโฉนดที่ดินเมื่อหนังสือดังกล่าวไปถึงโจทก์ โจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้ว จึงไม่เกินระยะเวลา 1 ปี นับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์และห้ามจำเลยมิให้เข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป จำเลยให้การและฟ้องแย้งกับแก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาว่าที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 251/108 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองใหญ่ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เป็นของจำเลย ให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อในหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าว เป็น จำเลยเป็นผู้ได้สิทธิครอบครอง หากโจทก์ไม่ปฎิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า เมื่อปี 2515 จำเลยขายที่ดินพิพาทให้โจทก์ การที่จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการครอบครองแทนโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายสมศักดิ์ นายไพรวัลย์ นายโกสุม นางสาวโสภา และนายอาทิตย์ บุตรของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามมิให้เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินของโจทก์อีกต่อไป กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท และให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 โจทก์ถึงแก่ความตาย นางศุภวรรณ หรืออรวรรณ ซึ่งเป็นทายาทและผู้จัดการมรดกของโจทก์ตามคำสั่งศาลยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลย นางวิหร่า และโจทก์เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันตามลำดับ บิดาได้เสียชีวิตไปก่อน ต่อมาปี 2490 มารดาเสียชีวิต หลังจากนั้นจำเลยครอบครองดูแลทรัพย์มรดกทั้งหมดรวมทั้งที่ดินพิพาท เมื่อปี 2498 จำเลยเป็นผู้แจ้งการครอบครองที่ดินรวมทั้งที่ดินพิพาทเนื้อที่ 32 ไร่ ต่อมาปี 2515 จำเลยขอออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์เนื้อที่ 28 ไร่ 2 งาน 88 ตารางวา ครั้นวันที่ 12 ธันวาคม 2515 จำเลยแบ่งขายที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 24 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวา ให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทในราคา 2,000 บาท หลังจากนั้นจำเลยยังอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทต่อไป ส่วนโจทก์รับราชการอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ไม่ได้อยู่ในที่ดินพิพาท วันที่ 23 ธันวาคม 2531 โจทก์ได้ยื่นคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาท วันที่ 27 กรกฎาคม 2532 จำเลยได้ยื่นคำคัดค้านการออกโฉนดที่ดินที่พิพาททั้งแปลง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม หรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทจำเลยมาขอปลูกบ้านอยู่อาศัยชั่วคราวเพราะเป็นญาติพี่น้องกัน เนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ตามแผนที่สังเขปท้ายคำฟ้อง ต่อมาโจทก์ประสงค์ที่จะใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาท ขอให้จำเลยและบริวารออกไป โดยได้แนบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ที่ดินพิพาทและแผนที่สังเขปแสดงบ้านที่จำเลยปลูกอาศัยในที่ดินพิพาทท้ายคำฟ้องอีกด้วย เป็นคำฟ้องที่แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาแล้วว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้โดยอาศัยสิทธิเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาท ซึ่งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ คือการที่จำเลยและบริวารไม่ยอมออกไปจากที่ดินพิพาทเนื้อที่ประมาณ 30 ตารางวา ที่ปลูกบ้านอาศัยอยู่ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทได้ คำฟ้องจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง แล้ว ส่วนข้อเท็จจริงที่ว่า จำเลยอาศัยชั่วคราวอย่างไรทำการสิ่งใดในที่ดินพิพาทแค่ไหน เพียงใดและตั้งแต่เมื่อใด และที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นอย่างไร ตามที่จำเลยฎีกาก็เป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลืบคลุม ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาข้อต่อไปมีว่า โจทก์หรือจำเลยเป็นเจ้าของผู้มีสิทธิครบอครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) ที่พิพาท ในปัญหาข้อนี้ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยต่างนำสืบว่า ตนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท โดยโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลยและจำเลยส่งมอบการครอบครองให้โจทก์แล้ว ต่อมาจำเลยขอพักอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกสร้างในที่ดินพิพาทและขออนุญาตทำนาในที่ดินพิพาทโจทก์ยินยอมโดยไม่ได้คิดค่าตอบแทนใดและมีพยานโจทก์ปากอื่นที่เคยไปช่วยโจทก์ปลูกต้นไม้ในที่ดินพิพาทมาเบิกความสนับสนุน ส่วนจำเลยมีนายบวร บุตรนางวิหร่าและนายสมศักดิ์ บุตรจำเลยเบิกความว่าจำเลยจะยกที่ดินพิพาทให้โจทก์ แต่ทางที่ว่าการอำเภอบอกว่ายุ่งยากให้ทำเป็นซื้อขายโดยจำเลยมีเงื่อนไขว่าโจทก์จะต้องปรับปรุงที่นาให้เป็นสวน แต่โจทก์ไม่ได้ปรับปรุงจำเลยจึงปรับปรุงเองโดยปลูกต้นมะพร้าว
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3656/2551 · ทนอย Thanoy