ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565

ฎีกาที่ 3675/2565

หลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านต้องนำสืบพิสูจน์ให้ศาลเชื่อว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด เมื่อผู้คัดค้านนำสืบแต่เพียงลอย ๆ ว่า ผู้คัดค้านเป็นเจ้าของรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง และไม่ได้มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของ ว. ขณะเกิดเหตุได้ให้ ป. เช่าช่วงรถไปประกอบธุรกิจโดยมีสำเนาหนังสือสัญญาเช่าช่วง ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่อาจทำขึ้นภายหลังเกิดเหตุได้โดยง่ายมาแสดง ทั้งไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาประกอบ ทำให้มีน้ำหนักน้อย ผู้คัดค้านจึงยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติดังกล่าวมาแล้วข้างต้น นอกจากนี้ข้อเท็จจริงปรากฏตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ในชั้นตรวจยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ว. ให้การเกี่ยวกับรถบรรทุกขนหินว่าเจ้าของรถเป็นผู้ว่าจ้างให้ขับรถขนหิน ตามบันทึกการตรวจยึด/กล่าวโทษ ประกอบกับตามสำเนารายการจดทะเบียนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางระบุว่า รถทั้งสองคันมีห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. เป็นผู้ประกอบการขนส่ง มีห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. และผู้คัดค้านเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ พฤติการณ์แห่งคดีจึงเชื่อว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าของรถเป็นผู้ว่าจ้าง ว. และสั่งให้ ว. ขับรถบรรทุกขนแร่หินทรายของกลาง ผู้คัดค้านจึงมีโอกาสทราบหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า ว. จะกระทำความผิดและมีการนำรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไปใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 154 วรรคสาม จึงไม่มีเหตุที่จะคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางให้แก่ผู้คัดค้าน

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ริบแร่หินทราย น้ำหนัก 73,340 กิโลกรัม รถบรรทุกลากจูง และรถพ่วงของกลาง ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174 ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องกับคืนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางแก่ผู้คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบแร่หินทราย น้ำหนัก 73,340 กิโลกรัม รถบรรทุกลากจูง และรถพ่วงของกลาง ตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174 ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 เวลากลางวัน เจ้าพนักงานร่วมกันตรวจยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงขนหิน จำนวน 22 คัน ได้ที่บริเวณถนนสายอุบลราชธานี – เขมราฐ และถนนสายเขมราฐ – ปากแซง ตำบลนาแวง อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นของกลาง พร้อมจับกุมนายวะสรร ซึ่งเป็นคนขับรถบรรทุกลากจูง และรถพ่วง เจ้าพนักงานตำรวจดำเนินคดีแก่นายวะสรรในความผิดฐานใช้ยานพาหนะที่มีน้ำหนักบรรทุกหรือน้ำหนักลงเพลาเกินกว่าที่ผู้อำนวยการทางหลวงแผ่นดินกำหนดเดินบนทางหลวงแผ่นดินโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ซึ่งต่อมาศาลพิพากษาลงโทษนายวะสรรและคดีถึงที่สุด ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5291/2558 ของศาลชั้นต้น จากนั้นวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีทำการตรวจสอบหินที่บรรทุกมา ผลปรากฏว่าเป็นหินอุตสาหกรรม ชนิดแร่หินทราย น้ำหนัก 73,340 กิโลกรัม จึงแจ้งความดำเนินคดีแก่นายวะสรรในความผิดฐานขนแร่โดยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2558 เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเขมราฐส่งมอบรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงพร้อมแร่หินทรายของกลางให้แก่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีไว้เพื่อเก็บรักษา อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่อนุมัติให้ขายแร่หินทรายของกลางเนื่องจากหากเก็บรักษาไว้อาจสูญหายและไม่มีผู้เก็บรักษาแร่หินทรายของกลางแทน ส่วนรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดอุบลราชธานีทำสัญญาฝากรักษาไว้กับผู้คัดค้านกำหนดระยะเวลาปีต่อปี ต่อมาผู้ร้องมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวะสรรในความผิดฐานขนแร่หินทรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเนื่องจากคดีขาดอายุความ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ริบแร่หินทราย รถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางเป็นคดีนี้ ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านเฉพาะรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ส่วนแร่หินทรายของกลางไม่มีผู้ใดยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบแร่หินทราย รถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลาง ในส่วนของแร่หินทราย ไม่มีผู้ใดอุทธรณ์ คดีในส่วนนี้จึงเป็นอันยุติไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านข้อแรกว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินของกลางหรือไม่ โดยเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งให้ริบทรัพย์สินของกลางโดยปรับบทตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174 เป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า ขณะนายวะสรรกระทำความผิดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 นั้น อยู่ในระหว่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ใช้บังคับ ต่อมามีพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ประกาศใช้บังคับ ซึ่งตามกฎหมายดังกล่าว มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 และให้ใช้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 แทน แต่บทบัญญัติในเรื่องการริบทรัพย์สินเนื่องจากการกระทำความผิดตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่กับกฎหมายเดิมไม่แตกต่างกัน ต้องใช้กฎหมายในขณะกระทำความผิดบังคับแก่คดี จึงต้องปรับบทตามมาตรา 154 แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทตามพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 มาตรา 174 มานั้น จึงไม่ถูกต้อง การปรับบทกฎหมายเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ส่วนที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า คดีนี้ผู้ร้องมีคำสั่งไม่ฟ้องนายวะสรรในความผิดฐานขนแร่หินทรายโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเนื่องจากคดีขาดอายุความ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) เจ้าพนักงานไม่มีอำนาจที่จะยึดรถบรรทุกลากจูงและรถพ่วงของกลางไว้อีกต่อไป ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลริบทรัพย์สินของกลาง นั้น เห็นว่า ตามมาตรา 154 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะเกิดเหตุ บัญญัติว่า "บรรดาแร่ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ สัตว์พาหนะ ยานพาหนะ หรือเครื่องจักรกลใด ๆ ที่บุคคลได้มาหรือได้ใช้ในการกระทำความผิด หรือมีไว้เนื่องในการกระทำความผิด หรือได้ใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลในการกระทำความผิดตามมาตรา 132 ทวิ ... มาตรา 148 ... ให้ริบเสียทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" โดยมาตรา 148 เป็นบทลงโทษในความผิดฐานขนแร่โดยไม่ไ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3675/2565 · ทนอย Thanoy