ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2543

ฎีกาที่ 3681/2543

หลักกฎหมาย

โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีป้ายตามกฎหมายแต่ขั้นตอนการจัดเก็บภาษีป้ายของโจทก์ที่กระทำต่อจำเลยในกรณีที่ ตรวจพบว่าจำเลยเปลี่ยนแปลงแก้ไขป้ายเดิมซึ่งจำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการไว้แล้วอันจะเป็นเหตุให้จำเลยต้องเสียภาษีป้ายอีกในป้ายเดียวกัน กลับไม่มี รายละเอียดแสดงขั้นตอนนับแต่ บ. ตรวจสอบพบว่าจำเลยได้เปลี่ยนแปลง แก้ไขป้ายเดิมว่าเหตุใดจึงตรวจพบ ไม่มีรายงานต่อผู้บังคับบัญชาหรือ ขออนุมัติไปตรวจสอบและเมื่อตรวจสอบแล้วก็หามีรายงานเสนอต่อ ผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับผลการตรวจสอบดังกล่าวนี้ไม่เป็นการผิดปกติวิสัยของการปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการจัดเก็บภาษีป้ายในกรณีที่ผู้เสียภาษีมิได้ยื่นแบบแสดงรายการต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการ เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ ซึ่งตามบทบัญญัติมาตรา 14 วรรคสองแห่ง พระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้าย(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 มาตรา 9 บังคับให้เจ้าของป้ายต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน 15 วัน นับแต่วันเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความ แต่จำเลยมิได้ยื่นแบบดังกล่าวพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องประเมินภาษีป้ายเช่นเดียวกับกรณีปกติและแจ้งการประเมินเป็นหนังสือให้เจ้าของป้ายทราบตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 มาตรา 17 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติภาษีป้าย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ประกอบด้วยมาตรา 29 เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ที่นำมาสืบไม่มีน้ำหนักให้เชื่อว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ประเมินภาษีป้ายของจำเลยสำหรับกรณีที่ จำเลยได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขป้ายเดิม พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ย่อม ไม่มีอำนาจที่จะออกหนังสือแจ้งการประเมินอันเป็นการข้ามขั้นตอน ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายได้ ดังนั้น การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ ส่งหนังสือแจ้งการประเมิน (ภ.ป.3) ไปยังจำเลยจึงเป็นการกระทำที่ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์มิได้มีการประเมิน ให้จำเลยเสียภาษีป้าย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดเสียภาษีป้าย แม้ว่า จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจะถือว่าจำเลยยอมรับ ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างไว้ในคำฟ้องหาได้ไม่ เพราะขัดต่อ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205 ประกอบพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 การที่ศาลภาษีอากรพิจารณาจากพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมานั้นแล้ว วินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ทำการ ประเมินภาษีป้ายและแจ้งการประเมินภาษีป้ายสำหรับกรณีที่จำเลย เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในป้ายเดิมนั้นจึงชอบแล้ว และเมื่อพนักงาน เจ้าหน้าที่ของโจทก์มิได้ทำการประเมินภาษีป้ายสำหรับกรณีดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยรับผิดชำระภาษีป้ายส่วนที่จำเลย ได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในป้ายเดิมนั้นได้

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นเจ้าของป้ายโฆษณาหมู่บ้านวรารมย์ ตั้งอยู่หมู่ 2 ถนนเพชรเกษม แขวงหนองค้างพลูเขตตลิ่งชัน (ที่ถูกเขตหนองแขม) กรุงเทพมหานคร มีข้อความเป็นอักษรไทยปนเครื่องหมาย ขนาดกว้าง 1,000 เซนติเมตร ยาว 2,500 เซนติเมตร ทั้งสองด้านของป้าย คิดเป็นเนื้อที่ป้าย 5,000,000 ตารางเซนติเมตร เมื่อวันที่ 31 มีนาคม2540 จำเลยยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายประจำปี 2540 (ภ.ป.1) ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตหนองแขมเพื่อเสียภาษี พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีป้ายเป็นเงินจำนวน 200,000 บาท และแจ้งการประเมินแก่จำเลยเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2540 ตามหนังสือแจ้งการประเมินที่ กท 9022/543 ลงวันที่ 2 เมษายน 2540 ต่อมาเดือนพฤษภาคม 2540 จำเลยได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขป้ายให้มีข้อความภาษาอังกฤษปนด้วยโดยมีขนาดคงเดิม ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่มขึ้นตามบัญชีอัตราภาษีป้ายเป็นห้าร้อยตารางเซนติเมตรต่อ 40 บาทแต่จำเลยไม่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน15 วัน นับแต่วันที่แสดงป้ายที่แก้ไขใหม่แทนป้ายเดิม พนักงานเจ้าหน้าที่จึงแจ้งการประเมินเพิ่มเติมจำนวน 200,000 บาท แก่จำเลย ตามหนังสือแจ้งการประเมินเลขที่ กท 9022/1086 ลงวันที่ 2 มิถุนายน 2540 จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2540 แต่จำเลยไม่ชำระภาษีป้ายแก่โจทก์ภายใน15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน ต้องเสียเงินเพิ่มตามมาตรา 25แห่งพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 จำเลยไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายที่จำเลยเปลี่ยนแปลงแก้ไขจึงต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 10 ของภาษีป้ายที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมินรวมเป็นภาษีป้ายที่จำเลยต้องชำระถึงวันฟ้องจำนวน 608,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 608,000 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของเงินค่าภาษี 400,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระค่าภาษีป้ายจำนวน200,000 บาท พร้อมเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนเงินที่ต้องเสียภาษีป้าย เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน นับแต่วันที่ 11 พฤษภาคม2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่เงินเพิ่มคำนวณถึงวันฟ้องให้จำเลยรับผิดไม่เกิน 108,000 บาท ตามที่โจทก์ขอ คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระภาษีป้ายส่วนที่จำเลยได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในป้ายเดิมนั้นได้หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า จำเลยได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในป้ายเดิมใหม่ในเดือนพฤษภาคม 2540 โดยโจทก์มีนางเบญจะ สวาสดิ์พันธ์ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ 4 มีหน้าที่ตรวจสอบ เร่งรัดการจัดเก็บภาษีป้ายในเขตของสำนักงานเขตหนองแขม เป็นพยานเบิกความว่าตรวจสอบพบจำเลยเปลี่ยนแปลงป้ายโฆษณาใหม่ โดยแก้ไขข้อความจากเดิมที่เป็นภาษาไทยปนเครื่องหมายเป็นข้อความภาษาไทยปนภาษาอังกฤษและเครื่องหมายส่วนขนาดยังคงเดิมและถ่ายรูปไว้ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 6 ภาพที่ 2และจำเลยไม่ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงเพื่อขอเสียภาษีป้ายสำหรับป้ายที่เปลี่ยนแปลงใหม่นี้ จำเลยต้องเสียภาษีป้ายทั้งปีเป็นเงิน 400,000 บาท เพราะมีภาษาอังกฤษปนภาษาไทยในป้ายด้วย แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินภาษีป้ายสำหรับป้ายโฆษณาเดิมที่จำเลยยื่นแบบไว้เป็นภาษีป้าย 200,000 บาท แล้วจำเลยจึงต้องเสียภาษีป้ายเพิ่มขึ้นอีก 200,000 บาท ได้ทำรายงานการประเมินเสนอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นชอบแล้ว และแจ้งการประเมินแก่จำเลยโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับจำเลยได้รับเมื่อเดือนมิถุนายน 2540 ตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 2และ 3 นางเบญจะได้เบิกความยืนยันถึงกระบวนการในการประเมินเรียกเก็บภาษีป้ายที่เปลี่ยนแปลงตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว เห็นว่า ตามคำเบิกความของนางเบญจะซึ่งเป็นพยานโจทก์เพียงปากเดียวคงได้ความเพียงว่า จำเลยได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในป้ายเดิม ทั้งนี้ เมื่อโจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐมีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีป้ายตามกฎหมาย แต่ขั้นตอนการจัดเก็บภาษีป้ายของโจทก์ที่กระทำต่อจำเลย ในกรณีที่ตรวจพบว่าจำเลยเปลี่ยนแปลงแก้ไขป้ายเดิมซึ่งจำเลยได้ยื่นแบบแสดงรายการไว้แล้ว อันจะเป็นเหตุให้จำเลยต้องเสียภาษีป้ายอีกในป้ายเดียวกันกลับไม่มีรายละเอียดแสดงขั้นตอนนับแต่นางเบญจะตรวจสอบพบว่าจำเลยได้เปลี่ยนแปลงแก้ไขป้ายเดิมว่าเหตุใดนางเบญจะจึงตรวจพบ ไม่มีรายงานต่อผู้บังคับบัญชาหรือขออนุมัติไปตรวจสอบและเมื่อตรวจสอบแล้วรวมทั้งถ่ายรูปไว้ด้วยตามภาพถ่ายหมาย จ.1 แผ่นที่ 6 ภาพที่ 2 ก็หามีรายงานเสนอต่อผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับผลการตรวจสอบดังกล่าวนี้ไม่ อันผิดปกติวิสัยของการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการจัดเก็บภาษีป้ายในกรณีที่ผู้เสียภาษีมิได้ยื่นแ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3681/2543 · ทนอย Thanoy