ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2538

ฎีกาที่ 369/2538

หลักกฎหมาย

ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องฟ้องโจทก์ขาดสิทธิเอาคืนซึ่งการครอบครองไว้เพราะจำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีโจทก์ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1375อันเป็นบทบัญญัติในเรื่องระยะเวลาในการใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองแม้โจทก์จะอ้างว่ากรณีเป็นเรื่องการเรียกทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา1336ก็เป็นการฟ้องคดีเพื่อเรียกคืนซึ่งสิทธิครอบครองซึ่งจะต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ4ลักษณะ3และประเด็นดังกล่าวนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้มิได้กำหนดประเด็นไว้ศาลก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา142(5) เมื่อที่ดินของจำเลยที่6มีการออกโฉนดซึ่งที่ดินทั้งแปลงแล้วน.ส.3ของที่ดินแปลงนั้นย่อมเป็นอันยกเลิกไปโฉนดที่ดินเลขที่13130ซึ่งจำเลยที่6รังวัดออกมาจากที่ดินน.ส.3ดังกล่าวนั้นอีกจึงเป็นโฉนดที่ดินที่ออกมาโดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา61 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสามเป็นฝ่ายครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาการที่จำเลยที่6ขอออกโฉนดที่ดินเลขที่13130ทับที่ดินน.ส.3ของโจทก์ทั้งสามและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์สืบต่อกันมาจนถึงจำเลยที่4โดยมิได้เข้าครอบครองที่พิพาทกรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทจากโจทก์โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องคดีได้แม้จะเกิน1ปีนับแต่วันที่ทางราชการออกโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยที่6

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ ทั้ง สาม ฟ้อง ว่า จำเลย ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 เป็น เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ ใน การ ออก โฉนด ที่ดิน ยกเลิก เพิกถอน โฉนด ที่ดิน และจดทะเบียน สิทธิ และ นิติกรรม เกี่ยวกับ ที่ดิน มี โฉนด ใน เขต จังหวัด ระยองตาม พระราชบัญญัติ ให้ ใช้ ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน จำเลย ที่ 4 เป็น นิติบุคคล ตาม พระราชบัญญัติการ ปิโตรเลียม แห่งประเทศ ไทย พ.ศ. 2521 และ มีอำนาจ ใน การ ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดิน โจทก์ ทั้ง สาม เป็น เจ้าของ กรรมสิทธิ์ ที่ดิน ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) เลขที่ 267 ซึ่ง โจทก์ ทั้ง สามได้ ยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ มา โดย ตลอด ตั้งแต่ ปี 2509 จน ถึง ปัจจุบันโดย ไม่มี ผู้ใด โต้แย้ง ต่อมา โจทก์ ทั้ง สาม ยื่น คำร้องขอ ออก โฉนด ที่ดินแปลง ดังกล่าว และ ฟ้องคดี เมื่อ มี ผู้ มา ออก โฉนด ทับ ที่ดิน โจทก์ ทั้ง สามและ เมื่อ วันที่ 11 กรกฎาคม 2527 มี การ รังวัด ที่ดิน ของ โจทก์ ทั้ง สามโจทก์ ทั้ง สาม จึง ได้ ทราบ ว่า ที่ดิน แปลง ดังกล่าว บางส่วน เนื้อที่12 ไร่ นั้น เป็น ที่ดิน โฉนด เลขที่ 13130 ซึ่ง จำเลย ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3ได้ ร่วมกัน รังวัด ออก โฉนด ที่ดิน ให้ ผู้อื่น แล้ว ผู้อื่น ได้ จดทะเบียนโอน ขาย ให้ จำเลย ที่ 4 การ ที่ จำเลย ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ร่วมกัน รังวัดออก โฉนด ที่ดิน เลขที่ 13130 ดังกล่าว เป็น การ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้ขอ ให้ ออก โฉนด ไม่ใช่ ผู้มีสิทธิ ใน ที่ดิน และ ไม่ได้ ยึดถือ ครอบครองที่ดิน การ ยื่น คำขอ ออก โฉนด การ ประกาศ เป็น ไป โดย ไม่ชอบ ไม่มี การ ระวังแนวเขต ไม่มี การ รังวัด ทำให้ โฉนด ที่ดิน เลขที่ 13130 ทับ ที่ดิน ของโจทก์ บางส่วน เป็น เนื้อที่ 12 ไร่ เศษ ราคา ประมาณ 1,000,000 บาทจำเลย ที่ 4 ได้ ห้าม โจทก์ ทั้ง สาม เข้า ครอบครอง ทำประโยชน์ เป็นการ โต้แย้ง สิทธิ ของ โจทก์ ขอให้ พิพากษา ว่า ที่ดินพิพาท ตาม ฟ้อง เป็น ของโจทก์ ทั้ง สาม ห้าม จำเลย ทั้ง สี่ เข้า เกี่ยวข้อง ให้ จำเลย ที่ 1 ที่ 2ที่ 3 ร่วมกัน เพิกถอน โฉนด ที่ดิน เลขที่ 13130 ซึ่ง มี ชื่อ จำเลย ที่ 4และ ให้ ใส่ ชื่อ โจทก์ ทั้ง สาม เป็น เจ้าของ กรรมสิทธิ์ แทน หาก จำเลย ที่ 1ที่ 2 ที่ 3 ไม่ เพิกถอน ให้ ถือเอา คำพิพากษา เป็น การแสดง เจตนา จำเลย ทั้ง หก ให้การ ว่า จำเลย ที่ 6 ซึ่ง เป็น เจ้าของ ที่ดิน ได้ ยื่นคำขอ ให้ เจ้าพนักงาน ที่ดิน รังวัด ออก โฉนด ที่ดิน ซึ่ง มี ที่ดินพิพาทรวม อยู่ ด้วย มี นาง สงวน แต่เพียง ผู้เดียว คัดค้าน เจ้าพนักงาน ที่ดิน เรียก คู่กรณี มา เปรียบเทียบ ผล ที่สุด ตกลง กัน ได้ เจ้าพนักงาน ที่ดินได้ ออก โฉนด ที่ดิน ให้ ใน นาม ของ จำเลย ที่ 6 เป็น โฉนด เลขที่ 13130ต่อมา จำเลย ที่ 6 แบ่งแยก ที่ดิน ให้ แก่ ทายาท ของ นาง สงวน จำนวน 5 ไร่ เป็น ที่ดิน โฉนด เลขที่ 15193 คงเหลือ เนื้อที่ อยู่ เพียง 6 ไร่3 งาน 67 ตารางวา เศษ ซึ่ง เป็น ที่พิพาท จำเลย ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3ซึ่ง เป็น เจ้าพนักงาน ได้ ทำการ ออก โฉนด ตาม ระเบียบ ปฏิบัติ โดยชอบ ด้วยกฎหมาย แล้ว เหตุ ที่ โจทก์ ทั้ง สาม ฟ้องคดี นี้ เนื่องจาก โจทก์ ทั้ง สามฟ้อง จำเลย ที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ต่อ ศาลชั้นต้น ใน คดีแพ่ง หมายเลขดำ ที่553/2526 และ 554/2526 โดย อ้างว่า จำเลย ทั้ง สาม ออก โฉนด ที่ดินเลขที่ 15193, 9892 และ 2858 โดยมิชอบ แต่ โจทก์ นำ ชี้ ที่ดิน ใน คดีดังกล่าว รุกล้ำ เข้า มา ใน ที่ดินพิพาท นี้ ด้วย โดย ไม่ทราบ ว่า ที่ดินของ โจทก์ ทั้ง สาม อยู่ ที่ ใด แสดง ว่า โจทก์ ทั้ง สาม ไม่เคย ครอบครอง และทำประโยชน์ ใน ที่ดินพิพาท ฟ้องคดี นี้ เป็น ฟ้องซ้อน กับ คดี หมายเลขดำที่ 553/2526 จำเลย ที่ 6 ขาย ที่ดินพิพาท ให้ แก่ จำเลย ที่ 5 เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2522 จำเลย ที่ 5 ขาย ที่ดินพิพาท ให้ แก่ จำเลยที่ 4 เมื่อ วันที่ 25 เมษายน 2523 จำเลย ที่ 4 และ ที่ 5 ซึ่ง เป็นผู้ซื้อ จดทะเบียน รับโอน อัน มีค่า ตอบแทน และ กระทำการ โดยสุจริตจึง ได้รับ ความคุ้มครอง ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300โจทก์ ทั้ง สาม ฟ้อง เรียก ที่ดิน คืน เกินกว่า 1 ปี จึง ไม่มี อำนาจฟ้องที่ดินพิพาท มี ราคา ไม่ถึง 1,000,000 บาท ขอให้ ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้อง โจทก์ ทั้ง สาม อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน โจทก์ ทั้ง สาม ฎีกา ศาลฎีกา วินิจฉัย ว่า โจทก์ ฎีกา ว่า ศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์นำ เอา ระยะเวลา ฟ้อง เรียกคืน ซึ่ง การ ครอบครอง ซึ่ง เป็น เรื่อง อำนาจฟ้อง มา วินิจฉัย เป็น การ วินิจฉัย นอกประเด็น และ คดี นี้ เป็น เรื่องฟ้อง เรียก ทรัพย์ คืน เพราะ เป็น การ ฟ้อง ขอให้ เพิกถอน การ ออก โฉนดจะ เอา ระยะเวลา ใน เรื่อง แย่ง การ ครอบครอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 มา วินิจฉัย หาได้ไม่ นั้นเห็นว่า ศาลชั้นต้น ได้ กำหนด ประเด็น ข้อพิพาท ใน เรื่อง ฟ้องโจทก์ขาด สิทธิ เอาคืน ซึ่ง การ ครอบครอง ไว้ เพรา
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง