คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2545
ฎีกาที่ 3698/2545
หลักกฎหมาย
สัญญาทรัสต์รีซีทที่ระบุข้อตกลงว่า จำเลยที่ 1 จะชำระค่าสินค้าโดยคำนวณเป็นเงินไทยตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ธนาคารโจทก์ต้องชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 หรือตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้ หรือในอัตราแลกเปลี่ยนของโจทก์ ณ วันครบกำหนดชำระเงินตามทรัสต์รีซีท หรือในอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามทรัสต์รีซีท โดยจำเลยที่ 1 ยอมให้โจทก์เป็นผู้เลือกที่จะใช้อัตราใดแล้วแต่จะเห็นสมควรเป็นข้อตกลงที่ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินโดยคิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินชิลลิงออสเตรียเป็นเงินไทยในวันครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา ศาลจึงไม่มีอำนาจบังคับโจทก์ให้คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินชิลลิงออสเตรียเป็นเงินไทยในวันอื่นที่โจทก์ไม่ได้เลือก จำเลยทั้งสี่จึงไม่อาจอ้างว่าโจทก์คิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐและเงินชิลลิงออสเตรียเป็นเงินไทยโดยไม่เป็นธรรมได้ บทบัญญัติมาตรา 728 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มิได้บัญญัติว่าการบอกกล่าวบังคับจำนองต้องทำเป็นหนังสือกรณีจึงไม่ตกอยู่ในบังคับของมาตรา 798 วรรคหนึ่ง โจทก์มอบให้ อ. พนักงานธนาคารโจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1โดยไม่ได้ทำเป็นหนังสือ แต่เมื่อ อ. มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 ได้รับแล้วไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้อง แสดงว่าโจทก์ยอมรับเอาการบอกกล่าวบังคับจำนองของ อ. ถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นตัวการได้ให้สัตยาบันแก่การกระทำของ อ. ซึ่งเป็นตัวแทนที่บอกกล่าวบังคับจำนอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 823 ดังนั้นเมื่อ อ. ซึ่งเป็นตัวแทนของโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังจำเลยที่ 1 ผู้จำนอง ย่อมถือได้ว่าโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังผู้จำนองตามมาตรา 728 แล้ว จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีททั้งสิบสองฉบับและไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์เลยนับแต่วันครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญาฉบับสุดท้ายถึงวันที่โจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองเกิน 1 ปี แล้ว และหลังจากโจทก์มีจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองซึ่งจำเลยที่ 1 ได้รับเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2541 โจทก์ก็มิได้ดำเนินการฟ้องร้องจำเลยทั้งสี่ในทันทีเมื่อพ้นกำหนด 15 วัน ตามจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนอง แต่มาฟ้องเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2542 แสดงว่าโจทก์ไม่ได้ถือกำหนดเวลา 15 วัน ตามจดหมายบอกกล่าวบังคับจำนองเป็นสาระสำคัญ ถือไม่ได้ว่าจดหมายบอกกล่าวมิได้กำหนดเวลาให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมควรจึงเป็นการบอกกล่าวบังคับจำนองโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว หนังสือสัญญาค้ำประกันซึ่งจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ลงลายมือชื่อไว้ในฐานะผู้ค้ำประกันระบุว่าเป็นการค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 อันเกิดจากนิติกรรมใด ๆ ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไว้แล้วในขณะทำสัญญาค้ำประกัน และหนี้เกิดจากนิติกรรมใด ๆ ต่อไป ในภายหน้าด้วย การฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ให้รับผิดตามหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นกรณีที่กฎหมายบังคับให้ต้องมีพยานเอกสารแสดง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 เมื่อโจทก์อ้างส่งหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นพยานเอกสาร การที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 อุทธรณ์ว่ามีข้อความเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสารนั้นว่า จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 มิได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ในอนาคตของจำเลยที่ 1 ศาลย่อมไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นแตกต่างจากข้อความในหนังสือสัญญาค้ำประกันได้ การที่ฟ้องให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์ซีท ซึ่งจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 คำแปลเอกสารที่เป็นภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยไม่ถือว่าเป็นเอกสารที่คู่ความอ้างส่งในคดี จึงไม่อยู่ในบังคับแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการอ้างเอกสารเป็นพยาน และถือเป็นหน้าที่ของคู่ความทั้งสองฝ่ายที่จะต้องร่วมกันสื่อความหมายของข้อความนั้นให้ศาลได้เข้าใจได้ตรงหรือใกล้เคียงกับความหมายที่แท้จริงของข้อความภาษาต่างประเทศนั้นให้มากที่สุด ดังนั้นหากคำแปลเป็นภาษาไทยไม่ถูกต้อง คู่ความทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมขอแก้ไขเมื่อใดก็ได้ก่อนศาลมีคำพิพากษา การคิดดอกเบี้ยจากต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระตามสัญญาทรัสต์รีซีท ต้องปฏิบัติตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์และตามสัญญาทรัสต์รีซีท เมื่อสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 7 ระบุให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1ผิดนัดได้ตามอัตราที่ระบุในสัญญาข้อ 4 และข้อความในสัญญาข้อ 4 ระบุถึงอัตราดอกเบี้ยในกรณีที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระภายในกำหนดเวลาตามสัญญาอันเป็นกรณีที่จำเลยที่ 1 ยังไม่ผิดนัดซึ่งแม้สัญญาข้อ 4 จะระบุให้ใช้อัตราดอกเบี้ยสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ย่อมหมายถึงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บจากลูกค้าที่ไม่ผิดนัดเท่านั้น ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 เพียงอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์ ไม่ใช่อัตราสูงสุดในกรณีลูกค้าผิดเงื่อนไขหรือผิดสัญญา เพราะตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลดข้อ 3(4) กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยในอัตราสำหรับลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขได้เฉพาะกรณีที่ลูกค้าปฏิบัติผิดเงื่อนไขแล้วเท่านั้น
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตกับโจทก์หลายคราวเพื่อสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ เมื่อผู้ขายจัดส่งสินค้าและเอกสารการขนส่งมา โจทก์ต้องจ่ายค่าสินค้าแก่ผู้ขาย เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทย จำเลยที่ 1 จะชำระค่าสินค้าตามอัตราแลกเปลี่ยนในวันชำระพร้อมค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และดอกเบี้ยแก่โจทก์ ต่อมาผู้ขายได้จัดส่งสินค้ามาและโจทก์ได้จ่ายค่าสินค้าให้ผู้ขายไปแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ชำระค่าสินค้าให้โจทก์ไม่ได้ จำเลยที่ 1 จึงขอรับเอกสารการขนส่งไปออกสินค้า โดยทำสัญญาทรัสต์รีซีทกับโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 จะชำระค่าสินค้าตามจำนวนและภายในเวลาที่กำหนดไว้โดยคำนวณตามอัตราแลกเปลี่ยนตามวิธีการคำนวณ 4 วิธี ที่โจทก์เลือก ตลอดจนยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญา หรือในอัตราสูงสุดที่โจทก์เรียกเก็บได้ตามประกาศธนาคารโจทก์ นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไปปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ค้างชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทรวม 12 ฉบับ โจทก์คิดดอกเบี้ยก่อนผิดนัดในอัตราร้อยละ 6.7 ถึง 9.625 ต่อปี และดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 14.75ถึง 25 ต่อปี จนถึงวันฟ้อง โดยคิดอัตราแลกเปลี่ยน 25.8 ถึง 45.8 บาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ และ 2.17375 ถึง 3.02625 บาท ต่อ 1 ชิลลิงออสเตรีย แล้วจำเลยที่ 1 ค้างชำระต้นเงินจำนวน 18,859,750.29 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 7,052,557.98 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 25,912,308.27 บาท จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกัน การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม และจำเลยที่ 1 จำนองที่ดินมีโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้ โดยมีข้อตกลงให้บังคับจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 จนครบจำนวนหนี้ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้ชำระหนี้และบอกกล่าวบังคับจำนองแล้ว แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ขอให้บังคับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวน25,912,308.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน18,859,750.29 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้บังคับจากทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า โจทก์คำนวณดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราไม่ถูกต้อง โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดอกเบี้ยที่โจทก์คิดมาทั้งหมดจึงเป็นโมฆะ โจทก์ได้โอนเงินจากบัญชีเงินฝากกระแสรายวันของจำเลยที่ 1 ไปชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทหลายครั้ง จำเลยที่ 1 ไม่ได้ค้างชำระหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทอีก สิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี โจทก์บอกกล่าวบังคับจำนองให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เพียง 15 วัน ทั้งที่ยอดหนี้มีจำนวนสูงถึง 135,505,681.59 บาท การบอกกล่าวบังคับจำนองจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 2มิได้ค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีท หนังสือสัญญาค้ำประกันท้ายคำฟ้องเป็นการค้ำประกันในมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชีซึ่งโจทก์ได้ฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลแพ่งธนบุรีให้ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดตามคำฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การว่า สัญญาค้ำประกันท้ายคำฟ้องเป็นการค้ำประกันหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีของจำเลยที่ 1 มิใช่เป็นการค้ำประกันหนี้ตามสัญญาทรัสต์รีซีทจำเลยที่ 3 จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ตามคำฟ้อง โจทก์มิได้ชำระค่าสินค้าให้ผู้ขาย โจทก์คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนไม่ถูกต้องและไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี ดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกมาจึงเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดและเป็นโมฆะ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 4 ให้การว่า โจทก์มิได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้บอกกล่าวบังคับจำนองการบอกกล่าวบังคับจำนองจึงไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ให้โจทก์ครบถ้วนแล้ว จำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดอีก ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 25,912,308.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.75 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 18,859,750.29 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 8 ตุลาคม 2542)จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ให้หนี้ต้นเงินในมูลหนี้ทั้งหมดรวมแล้วไม่เกินจำนวน 126,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.73 หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้บังคับจากทรัพย์จำนองคือที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 11277 เลขที่ดิน 125 ตำบลหนองอ้อ อำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่านายชวลิต ธนะชานันท์ และนายจุลกรสิงหโกวินท์ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนธนาคารโจทก์ได้ร่
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง