ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2532

ฎีกาที่ 372/2532

หลักกฎหมาย

โจทก์มีหน้าที่ควบคุมดูแล การปฏิบัติงานของพนักงานเงินพนักงานบัญชี ในการปิดบัญชีแต่ละวัน โจทก์มีหน้าที่ตรวจ นับเงินสดตรา ไปรษณียากร อากรแสตมป์ ตั๋วแลกเงินและวิมัยบัตร ให้ตรงกับยอดเงินคงเหลือในบัญชีเงินสดแต่ในช่วงวันที่ 4 กรกฎาคม 2529ถึง วันที่ 7 พฤศจิกายน 2529 โจทก์ตรวจ เฉพาะ บัญชีเงินสด ไม่ได้ตรวจ ตราไปรษณียากรคงเหลือแต่ละวัน ทะเบียนคุมเงินตราไปรษณียากรสมุด แรกรับตราไปรษณียากรและวิมัยบัตร เป็นเหตุให้ ส.พนักงานเงินทุจริตไปรษณียากรกับเงินฝากส่งไปรษณีย์ภัณฑ์และพัสดุ ไปรษณีย์รายเดือน นำไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว โจทก์จึงต้อง รับผิดต่อ จำเลยโดยตรงฐาน ผิดสัญญาจ้างแรงงานและฐาน กระทำ ละเมิดต่อ จำเลยโดย ร่วมรับผิดกับ ส. และ อ. พนักงานบัญชีอย่างลูกหนี้ร่วม โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากอายุเกิน 60ปีบริบูรณ์ ขอให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จ ค่าชดเชย และเงินโบนัสจำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ละเลยไม่ ปฏิบัติตาม ระเบียบของจำเลยเป็นเหตุให้พนักงานเงินของจำเลยทุจริต ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงขอใช้ สิทธิหักกลบลบหนี้กับเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลย เมื่อหักแล้วโจทก์ยังเป็นหนี้จำเลยอยู่อีกจำนวนหนึ่งจำเลยจึงฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในจำนวนเงินดังกล่าว ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลย ซึ่ง เกิดขึ้นเนื่องจากโจทก์กระทำผิดสัญญาจ้างและกระทำละเมิดต่อ จำเลยจนเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายจึงเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิม ทั้งจำเลยได้ บรรยายฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตาม ระเบียบข้อบังคับของจำเลยอย่างไร จำเลยได้รับความเสียหายอย่างไรเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสองแล้วส่วนข้อที่ว่าโจทก์ละเลยไม่ปฏิบัติตาม ระเบียบข้อบังคับอย่างไรฉบับที่เท่าใด เป็นเรื่องที่จำเลยจะนำสืบในชั้นพิจารณาได้ฟ้องแย้งของจำเลยจึงไม่เคลือบคลุม โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลย และในชั้นพิจารณาโจทก์เบิกความว่าโจทก์ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลยด้วย หนี้ค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยเรียกจากโจทก์จึงยังมีข้อต่อสู้ ดังนั้นจำเลยจะขอหักกลบลบหนี้กับโจทก์ไม่ได้ อย่างไรก็ตาม จำเลยก็ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ และศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงยุติว่าการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ระเบียบของจำเลยเป็นเหตุให้ ส. พนักงานเงินทุจริต นำเงินของจำเลยไปใช้ เป็นประโยชน์ส่วนตัวจำนวน 397,090.50 บาท และโจทก์ต้อง ร่วมรับผิดชดใช้ให้แก่จำเลย แม้ในฟ้องแย้งของจำเลยจะมีคำขอให้โจทก์ใช้ เงินเพียง 36,130.15 บาท ก็เพราะจำเลยเข้าใจว่าสามารถนำสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดดังกล่าวมาหักกับสิทธิเรียกร้องในเงินตามฟ้องของโจทก์ได้ จึงต้อง ถือว่าจำเลยฟ้องแย้งให้โจทก์รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนทั้งหมดเมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องเป็นเงินรวม 375,257.14 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 360,960.35 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ในขณะเดียวกันโจทก์ต้อง ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่จำเลยเป็นเงิน 397,090.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จดังนั้น เพื่อความสะดวกในการบังคับตาม คำพิพากษาจึงเห็นสมควรให้หักหนี้กันเสียโดย ให้มีผลนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป ปรากฏว่าเมื่อหักหนี้แล้วโจทก์ต้อง ชำระเงินให้จำเลยอีก 21,833.36 บาทพร้อมดอกเบี้ย ดังกล่าวแต่ เนื่องจากจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ จึงให้เริ่มคิดดอกเบี้ยตาม คำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นพนักงานของจำเลย จำเลยมีคำสั่งให้โจทก์ออกจากงานเพราะเกษียณอายุ ถือว่าเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ไม่มีความผิด ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินบำเหน็จ ค่าชดเชยและเงินโบนัสพร้อมดอกเบี้ย รวมเป็นเงิน 375,257.14 บาท จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า ในระหว่างที่โจทก์เป็นพนักงานของจำเลยมีหน้าที่ควบคุมตรวจสอบดูแลรับผิดชอบการงานและบังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ภายในที่ทำการทั้งหมด โดยโจทก์ต้องร่วมรับผิดชอบกับกรรมการอีก 2 คน คือ พนักงานเงินและพนักงานบัญชี และพนักงานเงินได้กระทำการทุจริตตราไปรษณียากรและเงินค่าฝากรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 397,090.50 บาท จำเลยจึงแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนผลการสอบสวนปรากฏว่าเหตุที่พนักงานเงินกระทำทุจริตเพราะโจทก์ละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบ อันเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงานและเป็นการละเมิดต่อจำเลย ต้องรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยเมื่อนำไปหักกลบลบหนี้กับเงินบำเหน็จ ค่าชดเชย และโบนัสที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยกรณีต้องออกจากงานเพราะเกษียณอายุแล้วโจทก์ยังคงเป็นหนี้ค่าสินไหมทดแทนจำเลยเป็นเงิน 36,130.15 บาทขอให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม และเป็นฟ้องแย้งที่เคลือบคลุม โจทก์ก็ไม่ได้ผิดสัญญาจ้างและทำละเมิดต่อจำเลย ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามฟ้องแย้งของจำเลยจำนวน 36,130.15 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า หนี้จำนวน 397,090.50 บาท ไม่ใช่หนี้ร่วมเพราะต่างคนต่างละเมิดเกิดความเสียหายอันเดียวกัน โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดในลักษณะของหนี้ร่วมควรรับผิดเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น เห็นว่าตามระเบียบของจำเลยฉบับที่ 23/2521 เอกสารหมาย จ.14 ข้อ 7, 12 และ 14ได้กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ควบคุมดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานเงินพนักงานบัญชีในการปิดบัญชีแต่ละวัน โจทก์มีหน้าที่ต้องตรวจนับเงินสด ตราไปรษณียากร อากรแสตมป์ ตั๋วแลกเงิน และวิมัยบัตรให้ตรงกับยอดเงินคงเหลือในบัญชีเงินสด (บ. 26) แต่ตามข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานกลางฟังมาได้ความว่า ในการปิดบัญชีเงินสดในแต่ละวันตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2529 ถึงวันที่ 7 พฤศจิกายน 2529โจทก์ตรวจแต่บัญชีเงินสด มิได้ตรวจตราไปรษณียากรคงเหลือแต่ละวันทะเบียนคุมเงินตราไปรษณียากร สมุดแรกรับตราไปรษณียากรและวิมัยบัตร เป็นเหตุให้นายเสทื้อนพนักงานเงินทุจริตไปรษณียากรและเงินฝากส่งไปรษณีย์ภัณฑ์และพัสดุไปรษณีย์รายเดือนนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตัว โจทก์จึงต้องรับผิดต่อจำเลยโดยตรงฐานผิดสัญญาจ้างและฐานกระทำละเมิดต่อจำเลย จำเลยจึงมีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ชำระเงินดังกล่าวแก่จำเลยได้โดยสิ้นเชิง ดังนั้นที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้โจทก์ร่วมรับผิดกับนายเสทื้อนและนายอาดุลย์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยอย่างลูกหนี้ร่วมจึงชอบแล้ว ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ฟ้องจำเลยว่าเลิกจ้างโจทก์ โดยโจทก์ไม่มีความผิด แต่เนื่องจากเกษียณอายุ เรียกค่าชดเชยเงินบำเหน็จ และเงินโบนัส จำเลยฟ้องแย้งว่า โจทก์ผิดสัญญาหรือทำละเมิด ประเด็นแห่งคดีจึงมิใช่เรื่องเดียวกัน ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จำเลยต้องแยกฟ้องโจทก์ต่างหากนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นพนักงานของจำเลยจำเลยมีคำสั่งให้โจทก์พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ ถือเป็นการเลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่มีความผิดขอให้จำเลยชำระเงินบำเหน็จ ค่าชดเชย และเงินโบนัสแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์ละเลยไม่ปฏิบัติตามระเบียบของจำเลยเป็นเหตุให้พนักงานเงินของจำเลยทุจริต ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยจึงขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้กับเงินที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลย แล้วโจทก์ยังเป็นหนี้จำเลยอยู่อีกจำนวนหนึ่งจำเลยจึงฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายในจำนวนเงินดังกล่าวเห็นว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากโจทก์กระทำผิดสัญญาจ้างและกระทำละเมิดต่อจำเลยจนเป็นเหตุให้จำเลยได้รับความเสียหายฟ้องแย้งของจำเลยจึงถือได้ว่าเกี่ยวข้องกับฟ้องเดิมแล้ว ข้อที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยไม่ได้บรรยายโดยแจ้งชัดในสภาพแห่งข้อหาว่าโจทก์ไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยอย่างไรฉบับที่เท่าใด ซึ่งเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะให้โจทก์ทราบว่าโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาจ้างหรือกระทำละเมิดต่อจำเลยอย่างไร ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมนั้น เห็นว่า จำเลยได้บรรยายฟ้องแย้งแล้วว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของจำเลยอย่างไร จำเลยได้รับความเสียหายอย่างไร เป็นฟ้องแย้งที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2532 · ทนอย Thanoy