คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2525
ฎีกาที่ 3724/2525
หลักกฎหมาย
ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว โดยเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 หาใช่สินสมรสไม่เมื่อใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ตรวจชำระใหม่แล้วย่อมเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1จำเลยที่ 1 มีอำนาจจำหน่ายได้เองโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ และมิใช่ทรัพย์สินที่โจทก์จะมีส่วนแบ่งเมื่อหย่ากัน ฉะนั้นแม้ในการที่จำเลยที่ 1ทำสัญญาขายที่ดินและบ้านพิพาทดังกล่าวจำเลยที่ 1 แจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่า จำเลยที่ 1 เป็นหม้ายโดยการตายของสามี ยังไม่ได้ทำการสมรสใหม่ และจำเลยที่ 2 รับรองการเป็นหม้ายของจำเลยที่ 1 ให้เจ้าพนักงานที่ดินบันทึกไว้ก็ตาม หากข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จโจทก์ก็มิใช่ผู้เสียหายอันจะฟ้องจำเลยฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา267 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากัน โจทก์ได้ฟ้องขอหย่าต่อศาลแพ่ง ต่อมาจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันนำความเท็จไปแจ้งต่อนายวุฒิสิทธิ์เจ้าพนักงานที่ดินซึ่งมีหน้าที่จดทะเบียนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน ให้จดแจ้งลงในหนังสือสัญญาขายฝากที่ดินโฉนดที่ 20235 พร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 โอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 อันเป็นหนังสือราชการว่า จำเลยที่ 1 เป็นหม้ายโดยการตายของสามี คือโจทก์ได้ถึงแก่กรรมไปแล้ว โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินและจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับรอง นายวุฒิสิทธิ์หลงเชื่อว่าเป็นความจริงจึงจดข้อความดังกล่าวลงในหนังสือสัญญาขายที่ดิน ซึ่งเป็นหนังสือราชการ อันมีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน แล้วได้ทำนิติกรรมสัญญาโอนที่ดินแก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกัน ความจริงโจทก์ยังมีชีวิตอยู่ การกระทำของจำเลยทั้งสองทำให้โจทก์เสียหาย เพราะที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โจทก์ได้ระบุขอแบ่งไว้ในฟ้องขอหย่าด้วย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล มีคำสั่งให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 267 ลงโทษจำคุก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดพิพาทตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2509 ก่อนโจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 แต่ผู้เดียว โดยเป็นสินเดิมของจำเลยที่ 1 หาใช่สินสมรสไม่ เมื่อใช้บังคับบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระแล้วย่อมเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 อันจำเลยที่ 1 มีอำนาจจำหน่ายได้เองโดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ และมิใช่ทรัพย์สินที่โจทก์จะมีส่วนแบ่งเมื่อหย่ากันฉะนั้นแม้ในการที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาขายที่ดินพร้อมบ้านดังกล่าว จำเลยที่ 1 แจ้งแก่นายวุฒิสิทธิ์เจ้าพนักงานที่ดินว่า จำเลยที่ 1 เป็นหม้ายโดยการตายของสามี ยังไม่ได้ทำการสมรสใหม่ และจำเลยที่ 2 รับรองการเป็นหม้ายของจำเลยที่ 1 ให้นายวุฒิสิทธิ์บันทึกไว้ตามหนังสือสัญญาขายที่ดินก็ตาม หากข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ โจทก์ก็มิใช่ผู้เสียหายอันจะฟ้องจำเลยฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 267 ได้ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายืน
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง