คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2560
ฎีกาที่ 3729/2560
หลักกฎหมาย
การที่ผู้คัดค้านทราบดีมาตั้งแต่แรกว่า ร. มีคดีพิพาทกับบริษัท อ. นายจ้างซึ่งเป็นบริษัทในเครือของผู้ร้องที่ศาลแรงงานภาค 2 แต่ผู้คัดค้านกลับใช้อำนาจในฐานะประธานกรรมการสหภาพแรงงานเรียกประชุมคณะกรรมการสหภาพแรงงานเฉพาะกลุ่มพวกพ้องของตนในวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 แล้วใช้เสียงข้างมากรวบรัดลงมติแต่งตั้ง ร. เป็นกรรมการลูกจ้างบริษัท อ. เพื่อให้ ร. ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 52 แห่ง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 จึงเป็นการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อให้ ร. ได้รับประโยชน์จากกฎหมายไปในทางที่ไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แม้ตามระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของผู้ร้องจะไม่ได้ระบุเกี่ยวกับการกระทำของผู้คัดค้านไว้โดยตรงและไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่าการกระทำของผู้คัดค้านเป็นความผิดก็ตาม แต่การที่ผู้คัดค้านเป็นประธานกรรมการสหภาพแรงงานได้ก็เพราะเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง ผู้คัดค้านเป็นทั้งประธานกรรมการสหภาพแรงงานและเป็นกรรมการลูกจ้างย่อมต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และดำเนินการภายใต้บังคับของวัตถุที่ประสงค์ของสหภาพแรงงาน มิใช่นำฐานะความเป็นประธานกรรมการสหภาพแรงงานมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยมิชอบ การกระทำของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงมีเหตุอันสมควรที่จะอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้านได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง เป็นประธานสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยและกรรมการลูกจ้าง เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2556 วันที่ 4 วันที่ 11 วันที่ 12 วันที่ 15 และวันที่ 25 กรกฎาคม 2556 วันที่ 7 และวันที่ 28 สิงหาคม 2556 ผู้คัดค้านละทิ้งหน้าที่โดยออกไปนอกสถานที่ทำงานในเวลาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 59.6 เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2556 ผู้คัดค้านในฐานะประธานสหภาพแรงงานได้มีหนังสือแจ้งบริษัทเอ็มเอ็มทีเอชเอ็นจิ้น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของผู้ร้องว่าเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 สหภาพแรงงานมีการประชุมและมีมติแต่งตั้งนายรุ่งศิริเรือง เป็นกรรมการลูกจ้าง อันเป็นความเท็จและให้ทนายความของนายรุ่งศิริเรืองแจ้งต่อศาลแรงงานภาค 2 เพื่อทำให้บริษัทดังกล่าวเข้าใจผิดว่านายรุ่งศิริเรืองเป็นกรรมการลูกจ้างซึ่งหากจะเลิกจ้างจะต้องขออนุญาตศาลแรงงานก่อนเพื่อประโยชน์ในคดีหมายเลขดำที่ 339/2556 และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา และเพื่อให้นายรุ่งศิริเรืองได้รับประโยชน์จากค่าจ้างและสวัสดิการ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อเจ้าพนักงานแรงงาน จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานกรณีร้ายแรง และเป็นการทำประการอื่นอันไม่สมแก่การปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 มาตรา 119 (1) (2) และ (4) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 และข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 59.9 เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2555 ผู้คัดค้านเข้าร่วมประชุมล่าช้าเกินกว่าเวลาอันสมควร ขณะมีการประชุมวางแผนร่วมกันเกี่ยวกับการบริหารจัดการเรื่องวันทำงานของปี 2556 ระหว่างผู้บริหารระดับสูง เจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดและสหภาพแรงงาน ผู้คัดค้านแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวในลักษณะดูหมิ่น ไม่ให้เกียรติผู้บังคับบัญชาระดับสูงโดยกล่าวด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวในที่ประชุมว่า "เบื่อไม่อยากฟัง พูดแต่เรื่องเดิม ๆ" แล้วเดินออกจากห้องประชุมไป ต่อหน้าเจ้าหน้าที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือและส่งผลเสียต่อการบริหารงาน การบังคับบัญชาและการปกครองพนักงาน เป็นการฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 59.2 นอกจากนี้ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขออนุญาตเลิกจ้างผู้คัดค้านต่อศาลแรงงานภาค 2 เนื่องจากผู้คัดค้านละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร แต่ในชั้นไกล่เกลี่ยผู้คัดค้านรับสารภาพ ผู้ร้องให้โอกาสปรับปรุงตัวและศาลแรงงานภาค 2 อนุญาตให้ผู้ร้องตักเตือนเป็นหนังสือแทนตามที่ผู้ร้องลดโทษให้ พฤติกรรมของผู้คัดค้านดังกล่าวมีลักษณะเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ โดยไม่มีความมุ่งหมายที่จะปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีและความเคารพเชื่อถือต่อผู้บังคับบัญชาและไม่มุ่งหวังที่จะปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งของผู้ร้องอันชอบด้วยกฎหมายตามปกติวิสัยที่พนักงานควรปฏิบัติต่อองค์กร ทั้งผู้คัดค้านควรประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกจ้างอื่น ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องเลิกจ้างผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง เป็นประธานสหภาพแรงงานรถยนต์มิตซูบิชิแห่งประเทศไทยและกรรมการลูกจ้าง สหภาพแรงงานกับผู้ร้องทำข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ฉบับลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2539 ในข้อ 3 ให้ประธานสหภาพแรงงานทำงานภารกิจของสหภาพแรงงานได้เต็มเวลาและได้รับค่าจ้างและสวัสดิการและผลประโยชน์อื่น ๆ เสมือนเป็นการทำงานปกติ ดังนั้นในวันที่ผู้ร้องอ้างว่าผู้คัดค้านละทิ้งหน้าที่นั้นผู้คัดค้านได้ไปทำภารกิจของสหภาพแรงงานตามข้อตกลงจึงมิใช่การฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2556 คณะกรรมการสหภาพแรงงานได้ประชุมจริงและเสียงข้างมากมีมติแต่งตั้งนายรุ่งศิริเรืองเป็นกรรมการลูกจ้างแทนกรรมการลูกจ้างคนเดิมที่เสียชีวิต แต่การประชุมมีข้อบกพร่องที่ไม่ได้เรียกกรรมการเสียงข้างน้อยเข้าประชุม แต่เมื่อผู้ร้อง (ที่ถูกเป็น บริษัทในเครือผู้ร้อง) เลิกจ้างนายรุ่งศิริเรือง สหภาพแรงงานจึงหารือกับพนักงานตรวจแรงงาน พนักงานตรวจแรงงานแจ้งว่าแต่งตั้งนายรุ่งศิริเรืองเป็นกรรมการลูกจ้างไม่ได้ สหภาพแรงงานจึงแนะนำให้นายรุ่งศิริเรืองถอนฟ้องและให้ไปใช้สิทธิร้องผู้ร้อง (ที่ถูกเป็น บริษัทในเครือผู้ร้อง) ต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์และมีการไกล่เกลี่ยแล้วตกลงกันได้โดยรับนายรุ่งศิริเรืองกลับเข้าทำงาน ดังนั้นการที่สหภาพแรงงานแต่งตั้งนายรุ่งศิริเรืองเป็นกรรมการลูกจ้างจึงไม่ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหายและไม่เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ฝ่าฝืนต่อข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) (2) และ (4)
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง