คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2562
ฎีกาที่ 3759/2562
หลักกฎหมาย
พฤติการณ์ในการดำเนินการเพื่อให้ได้รับเงินกู้จากกองทุนของผู้ร้องคัดค้านที่ดำเนินการในนามบริษัท บ. ซึ่งมี ส. เป็นผู้มีอำนาจจัดการที่แท้จริง และเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากเงินที่กู้ยืมมาจากกองทุนทั้งสามครั้ง รวม 3,000,000,000 บาท เชื่อได้ว่าเป็นการกระทำโดยมีการกำหนดขั้นตอนไว้เพียงเพื่อให้ได้เงินมาจากกองทุนในเวลาอันรวดเร็ว และการยกเลิกอาวัลที่ทำให้หลักประกันของกองทุนหมดสิ้นไปถือได้ว่าเป็นการไม่สุจริต พฤติการณ์เป็นการหลอกลวงเพื่อให้ได้เงินจากกองทุนในการกู้ยืม จากนั้นก็ถอนหรือโอนเงินไปเพื่อการต่าง ๆ ของกลุ่มบริษัทในเครือของตนเองและพวกพ้อง โดยไม่ได้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่เสนอโครงการกับกองทุน ทั้งการที่กู้เงินจากกองทุนโดยยอมเสียดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี เพื่อนำไปให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 4.5 ต่อปี และปล่อยกู้เพียง 72,000,000 บาท คิดดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 4 ต่อปี ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการประกอบธุรกิจที่ไม่น่าจะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าพอที่จะใช้เงินคืนได้ นอกจากนั้นการที่อ้างว่าปล่อยเงินกู้ให้แก่คณะกรรมการกองทุนโดยไม่ได้ทำสัญญากู้ ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่น่าเชื่อว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต ทั้งการชำระดอกเบี้ยเงินกู้ก้อนแรกก็เป็นการนำเงินที่กู้มานั้นจ่ายเป็นดอกเบี้ย พฤติการณ์น่าเชื่อว่าการกู้เงินจากกองทุนทั้งสามครั้งมีเจตนาไม่สุจริตแต่แรกต่อเนื่องกัน อันเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น และความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงหรือยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญาอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ อันเป็นความผิดมูลฐานตามมาตรา 3 (5) และ (18) แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 ส. รับโอนเงินกู้ยืมที่ได้รับมาเข้าบัญชีตนเองกว่า 100,000,000 บาท จากนั้นไม่กี่วันก็ซื้อที่ดิน ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องร้องขอให้ยึดในคดีนี้ในช่วงเวลาที่มีการกระทำความผิดมูลฐาน โดย ส. หรือผู้อื่นไม่ยื่นคำคัดค้าน จึงเชื่อได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดมูลฐาน ซึ่งเมื่อผู้ร้องคัดค้านหน่วยงานต้นสังกัดของกองทุนเป็นผู้เสียหายร้องขอให้คืนทรัพย์สินหรือชดใช้คืน ประกอบกับผู้ร้องไม่คัดค้านและได้แก้ไขคำร้องตามที่ผู้ร้องคัดค้านยื่นคำร้องเข้ามา จึงสมควรให้คืนหรือนำทรัพย์สินไปชดใช้คืนแก่ผู้ร้องคัดค้านตามมาตรา 49 วรรคหก แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ไต่สวนและมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายเกษมกับพวกในคดีนี้รวม 3 รายการ เป็นเงิน 3,432,550 บาท พร้อมดอกผลไปคืนหรือชดใช้คืนให้แก่สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. หรือให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49, 51 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2558 มาตรา 43 ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนและประกาศตามกฎหมายแล้ว ระหว่างพิจารณา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษายื่นคำร้องคัดค้านว่า ผู้ร้องคัดค้านเป็นผู้เสียหายในความผิดมูลฐานขอให้ศาลมีคำสั่งให้นำทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดของนายเกษมกับพวกรวม 3 รายการ เป็นเงิน 3,432,550 บาท พร้อมดอกผลคืนหรือชดใช้คืนให้แก่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นผู้เสียหายแทนการให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 49 วรรคหก นายเกษม กับพวก รวมทั้งนายสัมฤทธิ์ ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์ตามคำร้องนี้ไม่ยื่นคำคัดค้านและไม่มาศาลในการสืบพยาน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่าหลังจากที่เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รับหนังสือร้องเรียน จากนายบุญส่ง อดีตผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) สมุทรสาคร และสมาชิกโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ความว่า นายเกษม อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. กับพวกมีพฤติการณ์ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่อนุมัติเงินกองทุนของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. 2,100,000,000 บาท ให้บริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด กู้ยืมโดยไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน และบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ไม่สามารถคืนเงินกู้พร้อมดอกเบี้ยได้ จึงน่าเชื่อว่านายเกษมกับพวกมีเจตนาฉ้อโกงเงินของกองทุน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) และคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ตรวจสอบแล้วพบว่า กองทุนนำเงินไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด โดยกำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ต่อปี ทุกครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2556 จำนวน 500,000,000 บาท ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2556 จำนวน 2,100,000,000 บาท ครั้งที่สามเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2557 จำนวน 400,000,000 บาท โดยในครั้งที่สองและครั้งที่สามนี้ไม่มีการอาวัลตั๋วจากธนาคาร โดยในการอนุมัติมีการกล่าวอ้างผลจากการที่ให้กู้ยืมเงิน 500,000,000 บาท ที่ได้รับดอกเบี้ยมา 35,000,000 บาท ซึ่งถือว่าได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการนำฝากไว้กับสถาบันการเงิน เมื่อติดตามทวงถามเรื่องการอาวัล บริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด จึงวางหลักประกันดังต่อไปนี้ คือ 1. โฉนดที่ดิน 33 แปลง และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ 16 แปลง รวม 49 แปลง พร้อมหนังสือมอบอำนาจ 2. เช็คธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 048xxxx ลงวันที่ 28 ธันวาคม 2557 จำนวน 2,100,000,000 บาท โดยขีดฆ่าคำว่า "หรือผู้ถือ" ออก และใส่ชื่อผู้รับในช่อง "จ่าย" ด้วยคำว่า "กองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค." 3. ดราฟต์ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 3360xxxx ลงวันที่ 30 มิถุนายน 2557 ครบกำหนดวันที่ 30 มิถุนายน 2558 ระบุจ่ายเงิน 100,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ แก่ office of the welfare promotion commission for teachers and educational personnel 4. หุ้นสโมสรฟุตบอลเรดดิ้ง 50 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 ปอนด์ พร้อมหนังสือยินยอมให้โอนเป็นหลักประกัน 5. ธนบัตรเงินสกุลโครเอเชีย จำนวน 950,000,000 HRK และ 6. หนังสือค้ำประกันตนเต็มมูลค่าของนายสัมฤทธิ์ เมื่อตรวจสอบหลักประกันต่าง ๆ ดังกล่าวพบว่าที่ดินทุกแปลงไม่ได้จดทะเบียนจำนองเป็นประกันให้ถูกต้องตามกฎหมาย มีเพียงหนังสือมอบอำนาจให้ขายแต่ไม่ได้ระบุชื่อผู้รับมอบอำนาจ กรณีเช็คธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เลขที่ 048xxxx ไม่สามารถขึ้นเงินเนื่องจากเงินในบัญชีไม่พอจ่าย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) แจ้งว่าไม่มีรายการทางการเงินและรายการเดินบัญชีของบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด จากเช็คนี้แต่อย่างใด ส่วนดราฟต์ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้แบงกิ้งคอร์ปอเรชั่น จำกัด เลขที่ 3360xxxx มูลค่า 100,000,000 ดอลลาร์สหรัฐนั้น ธนาคารฮ่องกงและเซี
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง