คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2565
ฎีกาที่ 3765/2565
หลักกฎหมาย
คดีนี้เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ โดยบุคคลผู้มีส่วนได้เสียขอให้ตรวจสอบว่าการประดิษฐ์ที่ได้รับอนุสิทธิบัตรมีลักษณะตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ หรือไม่ โดยหลังจากมีการยื่นคำขอให้ตรวจสอบตามมาตรา 65 ฉ วรรคหนึ่ง แล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบการประดิษฐ์และทำรายงานการตรวจสอบเสนอต่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาตาม มาตรา 65 ฉ วรรคสอง เมื่ออธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณารายงานการตรวจสอบดังกล่าวแล้วเห็นว่าการประดิษฐ์ไม่มีลักษณะตามที่กำหนดในมาตรา 65 ทวิ จึงมีคำสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริง และแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบ โดยโจทก์ยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลของตนแล้วตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ตอนต้น หลังจากสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาต้องพิจารณาว่าการประดิษฐ์นั้นมีลักษณะตามที่กำหนดใน พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ทวิ หรือไม่ ซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาวินิจฉัยว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 มีลักษณะทางเทคนิคแตกต่างไปจากงานที่ปรากฏอยู่แล้วเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 7 และกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์แก้ไขข้อถือสิทธิใหม่โดยให้ระบุขอบเขตความคุ้มครองให้ชัดเจนเฉพาะข้อถือสิทธิที่แตกต่างดังกล่าวเท่านั้น คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของอนุสิทธิบัตรพร้อมแสดงเหตุผลไว้ครบถ้วนแล้ว แต่ที่อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญายังไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรเพื่อเพิกถอนอนุสิทธิบัตรก็เนื่องจากเห็นว่าหากโจทก์ยอมแก้ไขข้อถือสิทธิใหม่โดยระบุขอบเขตความคุ้มครองเฉพาะข้อถือสิทธิข้อที่ 7 แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเสนอให้คณะกรรมการสิทธิบัตรเพิกถอนสิทธิบัตร อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วอุทธรณ์คำวินิจฉัยดังกล่าวต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 72 โดยโจทก์ยังคงโต้แย้งว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่พร้อมเหตุผลสนับสนุนข้อโต้แย้งดังกล่าว สำนวนการพิจารณาตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ ในคดีนี้จึงเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการสิทธิบัตร ดังนี้ แม้อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้ทำรายงานการสอบสวนเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิบัตรเพื่อเพิกถอนอนุสิทธิบัตร แต่ย่อมถือได้ว่ามีการดำเนินการไปตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ วรรคสี่ แล้ว เมื่อคณะกรรมการสิทธิบัตรมีอำนาจในการพิจารณาสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ตอนท้าย ทั้งยังมีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับอนุสิทธิบัตรตามมาตรา 65 ฉ ตามที่มาตรา 70 (2) บัญญัติ คณะกรรมการสิทธิบัตรซึ่งขณะนั้นมีจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 เป็นกรรมการจึงมีอำนาจวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว และหากพิจารณาแล้วเห็นว่าการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 ของโจทก์ไม่เป็นการประดิษฐ์ขึ้นใหม่ คณะกรรมการสิทธิบัตรย่อมมีอำนาจสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรนั้นได้ โดยหลังจากอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามีคำสั่งให้สอบสวนข้อเท็จจริงตามมาตรา 65 ฉ วรรคสี่ ก็มีการแจ้งคำสั่งให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ทรงอนุสิทธิบัตรทราบโดยโจทก์ได้ยื่นคำแถลงแสดงเหตุผลของตนแล้ว และไม่ปรากฏว่าอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เรียกให้บุคคลใดมาให้ถ้อยคำชี้แจง ให้ส่งเอกสารหรือสิ่งใดเพิ่มเติมอีก ทั้งคำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาก็ได้พิจารณาประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของอนุสิทธิบัตรดังกล่าวพร้อมแสดงเหตุผลไว้ครบถ้วน การสอบสวนข้อเท็จจริงตามมาตรา 65 ฉ วรรคสี่ จึงเสร็จสิ้นแล้ว การที่โจทก์อุทธรณ์คำวินิจฉัยของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาย่อมมิใช่เป็นการให้ถ้อยคำชี้แจง ส่งเอกสาร หรือสิ่งใดเพิ่มเติม เมื่อคดีมีการเริ่มดำเนินกระบวนการตาม พ.ร.บ. สิทธิบัตร พ.ศ. 2522 มาตรา 65 ฉ มาตั้งแต่ต้นจนกระทั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเสร็จ โดยอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาพิจารณาแสดงเหตุผลในประเด็นเกี่ยวกับความใหม่ของการประดิษฐ์ตามอนุสิทธิบัตรดังกล่าวไว้ในคำวินิจฉัยแล้ว การพิจารณาต่อมาของคณะกรรมการสิทธิบัตรจึงมิใช่เป็นการก้าวล่วงอำนาจของอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ที่มีคำสั่งเพิกถอนอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 ของโจทก์ และให้คงอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 ของโจทก์ โดยมีข้อถือสิทธิครบทั้งเจ็ดข้อไว้ตามเดิม จำเลยทั้งสิบเอ็ดให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนฝ่ายจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 11 ที่ 3/2560 เรื่อง อนุสิทธิบัตรการประดิษฐ์ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติและกระบวนการผลิตฝาปิดขวดดังกล่าว เลขที่ 5377 เฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับข้อถือสิทธิข้อ 7 ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการเกี่ยวกับอนุสิทธิบัตรเลขที่ 5377 ตามกฎหมายต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จำเลยทั้งสิบเอ็ดฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ทางพิจารณาคู่ความรับข้อเท็จจริงร่วมกันตามพยานเอกสารหมาย จ.ล. 1 ถึง จ.ล. 28 โดยโจทก์นำสืบพยานบุคคลประกอบพยานเอกสารหมาย จ. 1 ถึง จ. 6 และพยานวัตถุหมาย วจ. 1 ถึง วจ. 4 ส่วนฝ่ายจำเลยนำสืบพยานบุคคลประกอบพยานเอกสารหมาย ล. 1 ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทส่วนราชการสังกัดกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตร และกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาอื่นที่เกี่ยวข้อง จำเลยที่ 2 เป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์และโดยตำแหน่งดังกล่าวเป็นประธานคณะกรรมการสิทธิบัตร จำเลยที่ 3 ถึงที่ 11 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสิทธิบัตร เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2510 มีการประกาศโฆษณาและรับจดทะเบียนสิทธิบัตรของสหรัฐอเมริกา เลขที่ 3,311,077 หรือ "US 3311077" มีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า เครื่องจักรสำหรับทำฝาขวดแบบป้องกันการแอบเปิด (MACHINE FOR MAKING NON-PILFERABLE BOTTLE CAPS) วันที่ 10 พฤษภาคม 2542 มีการประกาศโฆษณาสิทธิบัตรของสาธารณรัฐโปแลนด์ เลขที่ "PL 108923 U" หรือ "PL 108923 (U1)" มีชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ว่า ฝาขวด (Bottle Cap) วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2553 นายบุญยิ่ง ยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร ชื่อที่แสดงถึงการประดิษฐ์ "ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติและกระบวนการผลิตฝาปิดขวดดังกล่าว" พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ตรวจสอบแล้วเห็นควรให้รับจดทะเบียนการประดิษฐ์และออกอนุสิทธิบัตร วันที่ 11 พฤษภาคม 2553 มีการประกาศโฆษณาและออกอนุสิทธิบัตรให้ อนุสิทธิบัตรดังกล่าวมีข้อถือสิทธิดังต่อไปนี้ ข้อที่ 1 ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติมีลักษณะประกอบด้วยตัวฝา (1) ขึ้นรูปทรงกระบอกด้านบนเป็นผนังปิดที่มีผนังข้างส่วนบนรีดขึ้นรูปเป็นสันนูนออกด้านนอกโดยรอบ ทำให้เกิดร่องเว้าภายในตามแนวของสันนูนด้านนอกสำหรับเป็นส่วนรับกับขอบรัดปะเก็น (3) หรือขอบชิ้นส่วนปะเก็นของกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำ และบริเวณถัดขอบล่าง (4) ของฝาปิดขวดรีดขึ้นรูปเป็นร่องแหวน (5) โดยรอบสำหรับเป็นล็อกกับแนวสันบนขอบส่วนล่างของปากขวด ซึ่งร่องแหวน (5) ดังกล่าวยึดติดกับฝาขวดด้วยส่วนเชื่อมต่อที่ฉีกขาดแยกจากตัวฝาปิดขวดแบบถาวรเมื่อฝาปิดขวดถูกเปิดออก มีลักษณะเฉพาะ คือ บนพื้นผิวส่วนหนึ่งของฝาปิดในตำแหน่งที่พิมพ์ตัวอักษรหรือลวดลายส่วนหนึ่งขึ้นรูปให้มีมิติเป็นลักษณะนูนขึ้น ข้อที่ 2 ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติตามข้อที่ 1 ซึ่งมีลักษณะเฉพาะคือ บนพื้นผิวส่วนหนึ่งของฝาปิดในตำแหน่งที่พิมพ์ตัวอักษรหรือลวดลายส่วนหนึ่งขึ้นรูปให้มีมิติเป็นลักษณะยุบลงต่างระดับกับพื้นผิวของฝาปิด ข้อที่ 3 ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติตามข้อที่ 1 หรือ 2 ซึ่งพื้นผิวบริเวณที่พิมพ์ลวดลายหรือตัวอักษรได้แก่ บริเวณพื้นผิวด้านบนของฝาปิด ด้านข้าง ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นอย่างน้อย ข้อที่ 4 ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติตามข้อที่ 1 ซึ่งปะเก็น (3) กันรั่วผลิตจากวัสดุโฟมโพลีเอทธีลีน (PE) ข้อที่ 5 ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติตามข้อที่ 1 ซึ่งปะเก็น (3) กันรั่วผลิตจากวัสดุโฟมพอลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) ข้อที่ 6 ฝาปิดขวดที่มีอักษรหรือลวดลายมีมิติตามข้อที่ 1 ซึ่งปะเก็น (3) เป็นชุดกลไกป้องกันการปลอมแปลงหรือกลไกป้องกันการบรรจุซ้ำของเหลว (Non Refill) ข้อที่ 7 กระบวนการผลิตฝาปิดขวดที่มีมิติของอักษรหรือลวดลายมีลักษณะประกอบด้วยขั้นตอนการผลิต คือ การเตรียมแผ่นโลหะที่มีลักษณะเป็นแผ่นความหนาตามที่กำหนดไว้ล่วงหน้า การพิมพ์ลวดลายและอักษรบนแผ่นโลหะตามลักษณะที่กำหนดออกแบบไว้ด้วยเครื่องพิมพ์ ซึ่งทำให้ได้ลักษณะชิ้นงานตามที่ก
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง