ทนอย.
คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2564

ฎีกาที่ 3771/2564

หลักกฎหมาย

หนังสือเตือนตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) จะต้องประกอบด้วยข้อความซึ่งแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน หรือระเบียบหรือคำสั่งของนายจ้างให้เพียงพอที่ลูกจ้างจะเข้าใจการกระทำของตนและต้องมีข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้ลูกจ้างกระทำเช่นนั้นซ้ำอีก หากทำผิดซ้ำอีกจะถูกลงโทษ หนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 มีข้อความเฉพาะในส่วนที่แสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือระเบียบหรือคำสั่ง โดยไม่มีข้อความที่ระบุในทำนองว่า โจทก์ยังให้โอกาสจำเลยที่ 2 มีโอกาสปรับปรุงตัวอีกครั้ง และไม่ได้ระบุว่าโจทก์ได้ลงโทษทางวินัยสำหรับการกระทำความผิดครั้งนี้ของจำเลยที่ 2 อย่างไร ส่วนข้อความว่า "...ทั้งนี้พนักงานเคยมีประวัติการทำผิดกฎระเบียบของบริษัทฯ ดังกล่าว และบริษัทฯ ได้ดำเนินการตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว แต่ลูกจ้างยังคงกระทำผิดซ้ำคำเตือนในเรื่องเดิม ซึ่งถือว่าบริษัทฯ ให้โอกาสพนักงานในการแก้ไขปรับปรุงตัวแล้ว แต่พนักงานยังคงกระทำผิดซ้ำคำเตือนเรื่องเดิมในเรื่องการขาดความรับผิดชอบในการบริหาร ซึ่งบริษัทฯ ได้แจ้งเตือนแล้วว่า หากพนักงานกระทำผิดซ้ำคำเตือนอีก บริษัทฯ จะพิจารณาตามกฎหมายแรงงาน คือการเลิกจ้างทันทีโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยหรือค่าบอกกล่าวใด ๆ ทั้งสิ้น..." หาได้เป็นข้อความที่มีลักษณะเป็นการเตือนโดยห้ามมิให้ลูกจ้างกระทำเช่นนั้นซ้ำอีก หากทำผิดซ้ำอีกจะถูกลงโทษด้วยไม่ ทั้งไม่มีข้อความในส่วนใดที่แสดงให้เห็นว่าเป็นกรณีที่โจทก์ได้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทางวินัยด้วย จึงไม่เป็นหนังสือเตือนตามมาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และไม่ใช่การลงโทษทางวินัยด้วยเช่นเดียวกัน หนังสือตักเตือนดังกล่าวจึงเป็นเพียงหนังสือที่โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำการฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานซ้ำกับที่โจทก์เคยมีหนังสือเตือนจำเลยที่ 2 และโจทก์มีสิทธิลงโทษสถานหนักด้วยการเลิกจ้างจำเลยที่ 2 โดยไม่จ่ายค่าชดเชยได้ตามที่เคยเตือนไว้เท่านั้น การที่โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ในวันที่ 16 มีนาคม 2559 จึงไม่ใช่การลงโทษทางวินัยจำเลยที่ 2 ซ้ำซ้อนกับการออกหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559

มาตราที่อ้างถึง

คำพิพากษา (บางส่วน)

คดีนี้ศาลแรงงานภาค 2 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันกับคดีหมายเลขแดงที่ รย.106/2562 ของศาลแรงงานภาค 2 โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนนี้และจำเลยในสำนวนดังกล่าวว่าโจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนนี้ว่าจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนนี้และโจทก์ในสำนวนดังกล่าวว่าจำเลยที่ 2 แต่คดีหมายเลขแดงที่ รย.106/2562 ถึงที่สุดไปแล้ว คงขึ้นสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 161/2559 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 (ที่ถูก ขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 161/2559 เฉพาะในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2) จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่ 161/2559 ลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 (ที่ถูก เพิกถอนเฉพาะในส่วนที่มีคำสั่งให้โจทก์จ่ายค่าชดเชยให้แก่จำเลยที่ 2) จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2557 โจทก์จ้างจำเลยที่ 2 เข้าทำงานเป็นลูกจ้างตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการฝ่ายงานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 66,200 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน ขณะที่จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ ได้รับมอบหมายให้บริหารงานในโครงการล้างถังเก็บน้ำมันของบริษัท บ. จำเลยที่ 2 ทำหน้ากากออกซิเจนซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์หายไป 1 ชุด อันเป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานข้อ 24.1.3 โจทก์ลงโทษจำเลยที่ 2 โดยการออกหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษรฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2558 และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 12,000 บาท ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2558 บริษัท บ. แจ้งมายังโจทก์ว่าช่วงระหว่างวันที่ 27 และวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 ไม่มีพนักงานของโจทก์เข้าไปล้างถังเก็บน้ำมัน ทั้งมีการทิ้งขยะและอุปกรณ์การทำงานไว้ที่บริเวณหน้างาน ทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่ผู้รับเหมารายอื่น จึงสั่งให้โจทก์ดำเนินการขนย้ายออกจากพื้นที่หากไม่ดำเนินการบริษัทจะจ้างผู้รับเหมารายอื่นมาขนย้ายแทนโดยคิดค่าใช้จ่ายจากโจทก์ ทำให้นายสิฐิฑิกร ผู้บังคับบัญชาของจำเลยที่ 2 ต้องรีบเข้าไปแก้ไขอย่างเร่งด่วน โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 2 ขาดความรับผิดชอบในการบริหารจัดการ ขาดการประสานงานที่ดี ทำให้งานในโครงการดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จ จนถูกลูกค้าตำหนิส่งผลเสียหายต่อโจทก์โดยตรง เป็นการกระทำผิดข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 24.1.3 จึงลงโทษจำเลยที่ 2 โดยการออกหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 หลังจากนั้นวันที่ 23 กรกฎาคม 2558 โจทก์โอนย้ายจำเลยที่ 2 ไปทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายงานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่ดูแลงานด้านความปลอดภัยสิ่งแวดล้อมและงานด้านการขนย้ายของเสีย (Waste) ต่อมาวันที่ 16 มีนาคม 2559 โจทก์มีหนังสือเลิกจ้างจำเลยที่ 2 เนื่องจากเมื่อเดือนมีนาคม 2559 จำเลยที่ 2 ขาดการประสานงานกับพนักงานที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ พนักงานของบริษัท อ. และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องในการขนย้ายของเสีย (Waste) บริเวณหน้างานที่บริษัท อ. โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ปฏิบัติงานตามขั้นตอนที่โจทก์กำหนด ทำให้ไม่สามารถขนย้ายของเสียดังกล่าวได้ จนทำให้บริษัท อ. แจ้งงดการจ่ายเงินค่าจ้างในงวดงานขนย้ายของเสียน้ำมันปนเปื้อนไว้ก่อนจนกว่าโจทก์จะจัดส่งเอกสารตามที่บริษัทดังกล่าวกำหนดแล้ว ศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการขาดความรับผิดชอบในการบริหารจัดการงานตามที่ได้รับมอบหมายจากโจทก์และเป็นการกระทำผิดตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ข้อ 24.1.3 อันเป็นการกระทำผิดซ้ำคำเตือนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์มีหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2558 โจทก์จึงมีสิทธิเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (4) และการที่โจทก์มีหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงที่ 15 มีนาคม 2559 ก่อนการเลิกจ้างจำเลยที่ 2 นั้น เพียงเพื่อให้มีหลักฐานยืนยันถึงสาเหตุการเลิกจ้างจำเลยที่ 2 ว่าได้กระทำผิดซ้ำคำเตือนเท่านั้น จึงมิใช่การลงโทษซ้ำซ้อนในความผิดเดิมที่ได้ลงโทษตักเตือนเป็นหนังสือแต่อย่างใด โจทก์เลิกจ้างจำเลยที่ 2 ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า การที่โจทก์มีหนังสือตักเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร ฉบับลงวันที่ 15 มีนาคม 2559 กรณีที่จำเลยที่ 2 ขาดความรับผิดชอบในการบริหารงาน ขาดการประสานงานที่ดี ไม่สามารถนำเทคนิคในการปฏิบัติงานมาปรับใช้ในงานได้ ส่งผลให้งานในความรับผิดชอบด้านความปลอดภัยไม่ประสบความสำเร็จและไ
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3771/2564 · ทนอย Thanoy