คำพิพากษาศาลฎีกา · พ.ศ. 2546
ฎีกาที่ 3775/2546
หลักกฎหมาย
การขอขีดฆ่าอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้เงิน หรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหนี้ที่ขีดฆ่าอากรแสตมป์ดังกล่าว โจทก์ชอบที่จะกระทำเสียก่อนหรือในขณะที่ได้นำเอกสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง หรือก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินชี้ขาดคดี การที่โจทก์เพิ่งมายื่นคำร้องดังกล่าวต่อศาลฎีกาหลังจากที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ปฏิเสธที่จะรับฟังหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว ย่อมล่วงเลยเวลาที่จะอนุญาตให้ทำการแก้ไข ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งไม่อนุญาต จำเลยกู้เงินโจทก์โดยทำสัญญาจำนองเป็นประกันไว้ และจำเลยได้รับเงินไปจากโจทก์แล้ว จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ แม้ที่ดินที่จำนองเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับภริยาและจำเลยทำสัญญาจำนองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภริยาก็ตาม คงมีผลเพียงว่าภริยาจำเลยอาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมจำนองนั้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 แต่ตราบใดสัญญาจำนองยังไม่ถูกศาลเพิกถอน ย่อมยังคงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย โจทก์เป็นผู้อ้างเอกสารหนังสือสัญญากู้เงินเป็นพยาน ย่อมเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะต้องดำเนินการให้เอกสารดังกล่าวสมบูรณ์ถูกต้องสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ตามประมวลรัษฎากร มิใช่หน้าที่ของจำเลย สัญญากู้เงินและสัญญาจำนองเป็นนิติกรรมคนละประเภทที่สามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยตามสัญญากู้เงิน และปรากฏว่าสัญญากู้เงินที่ทำขึ้นไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ย่อมไม่อาจนำเอาอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในสัญญาจำนองมาบังคับการกู้เงินได้
มาตราที่อ้างถึง
คำพิพากษา (บางส่วน)
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2536 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์ 3,200,000 บาท และรับเงินที่กู้จากโจทก์ไปแล้วจำนวน 2,650,000 บาท ยอมชำระดอกเบี้ยในขณะทำสัญญาอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี โดยจะชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนภายในวันที่ 8 ของเดือน อย่างน้อยที่สุดเดือนละ 52,000 บาท ชำระงวดแรกตั้งแต่เดือนธันวาคม 2536 เป็นต้นไป และยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยได้ตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทย หากผิดนัดไม่ชำระเงินดังกล่าวเดือนหนึ่งเดือนใดยอมให้โจทก์มีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้ทันทีและไม่ตัดสิทธิของโจทก์ที่จะเรียกให้ชำระหนี้ก่อนกำหนดได้ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 78258 และ 78611 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวเป็นประกัน มีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองว่า หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยยอมรับผิดใช้เงินที่ขาดแก่โจทก์จนครบถ้วน ภายหลังทำสัญญาจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ โจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเป็นหนี้อีกต่อไป จึงได้มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวและบังคับจำนองไปยังจำเลย จำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่ยังคงเพิกเฉยระหว่างกู้เงินโจทก์ได้เปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยหลายครั้ง ครั้งสุดท้ายคิดในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี ซึ่งไม่เกินกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและโจทก์ได้ประกาศกำหนดไว้ คิดถึงวันฟ้องจำเลยเป็นหนี้ต้นเงิน 1,899,286.59 บาท และดอกเบี้ย566,767.89 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,466,054.48 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน2,466,054.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี ของต้นเงิน 1,899,286.59 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากขายทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เพราะจำเลยไม่มีเจตนาทำสัญญากู้เงิน ไม่เคยรับเงินที่กู้ ไม่เคยตกลงยอมเสียดอกเบี้ยและยอมรับการเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยตามฟ้อง อีกทั้งจำเลยไม่เคยและไม่ได้มอบอำนาจให้จดทะเบียนจำนองแก่โจทก์ตามเอกสารท้ายฟ้องซึ่งเป็นเอกสารปลอมที่โจทก์จัดทำขึ้นฝ่ายเดียว จำเลยมิได้สมัครใจและไม่เคยอ่านข้อความในสัญญาซึ่งไม่เป็นธรรมขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและมิได้รับความยินยอมจากภริยาของจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 2,466,054.48 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปี ของต้นเงิน 1,899,286.59 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 21 เมษายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 78258 และ 78611 ตำบลบางกะปิ (ลาดพร้าวฝั่งเหนือ) อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์หากขายทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่น จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,899,286.59 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 เมษายน 2541เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ในเบื้องต้นเห็นสมควรวินิจฉัยคำร้องของโจทก์ฉบับลงวันที่ 13 มกราคม 2544 ที่ขออนุญาตทำการขีดฆ่าอากรแสตมป์ในหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 หรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ขีดฆ่าอากรแสตมป์ดังกล่าวเสียก่อน เห็นว่า การร้องขอดังกล่าวโจทก์ชอบที่จะกระทำเสียก่อนหรือในขณะที่ได้นำเอกสารนั้นมาอ้างเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่ง หรือก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินชี้ขาดคดี การที่โจทก์เพิ่งมายื่นคำร้องดังกล่าวหลังจากที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีไปแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ปฏิเสธที่จะรับฟังหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวย่อมล่วงเลยเวลาที่จะอนุญาตให้ทำการแก้ไข จึงมีคำสั่งไม่อนุญาต มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยได้กู้เงินโจทก์ และทำหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันการกู้เงินตามเอกสารหมาย จ.9 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาหรือไม่ เห็นว่าแม้โจทก์ไม่อาจอ้างหนังสือสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 เป็นพยานหลักฐาน แต่โจทก์ก็มีนายวิภัช ละม้ายแข ผู้จัดการของโจทก์สาขาหลักสี่ เป็นพยานเบิกความว่า เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2536 จำเลยได้ทำสัญญากู้เงินโจทก์ สาขาหลักสี่จำนวน 3,200,000 บาท และได้รับเงินที่กู้จากโจทก์ไป 3 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2536 จำนวน 2,200,000 บาท ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2536 จำนวน 200,000 บาท และครั้งที่สามเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2537 จำนวนเงิน 250,000บาท ตามหนังสือหลักฐานการรับเงินเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.8 และในวันทำสัญญากู้เงิน จำเลยได้มอบอำนาจให้
แสดงเพียง 4,000 อักขระแรก บริการนี้เป็นการสืบค้น มิใช่การเผยแพร่คลังคำพิพากษาซ้ำ — อ่านฉบับเต็มที่ศาลฎีกา
โปรดตรวจสอบคำพิพากษากับต้นฉบับที่ deka.supremecourt.or.th ก่อนนำไปใช้อ้างอิงจริง